Guides
เรียนรู้จุดสำคัญในสัญญาเช่าภาษาอังกฤษ เพื่อปกป้องสิทธิ์และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย

สรุป
สัญญาเช่าคอนโดภาษาอังกฤษมักทำให้ผู้เช่าไทยสับสน บทความนี้อธิบายประเด็นสำคัญที่ต้องระวัง เช่น เงื่อนไขการเช่า การเก็บเงินมัดจำ และสิทธิ์เบิกคืน เพื่อให้คุณเ
ถ้าเคยเช่าคอนโดในกรุงเทพที่เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ หรือเช่าผ่านบริษัทบริหารอสังหาฯ ระดับอินเตอร์ มีโอกาสสูงมากที่จะได้เจอสัญญาเช่าเป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับ หลายคนอ่านแล้วงง ไม่กล้าถาม ก็เซ็นไปก่อน แล้วพอเกิดปัญหาค่อยมานั่งเสียใจทีหลัง
จริงๆ แล้วสัญญาเช่าภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แต่มีหลายจุดที่ผู้เช่าคนไทยมักมองข้าม เพราะศัพท์กฎหมายภาษาอังกฤษมันไม่เหมือนภาษาอังกฤษทั่วไปที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน บทความนี้จะพาไปดูทีละจุดว่าต้องระวังอะไรบ้าง อ่านจบแล้วจะเซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจขึ้นเยอะ
กรุงเทพเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะย่านอย่างสุขุมวิท สาทร และสีลม คอนโดหลายโครงการในย่านเหล่านี้ เช่น Park 24 ใกล้สถานี BTS พร้อมพงษ์ หรือ The Lofts Silom ใกล้สถานี BTS สุรศักดิ์ มีเจ้าของห้องเป็นชาวต่างชาติหรือบริษัทต่างประเทศ สัญญาเช่าจึงถูกร่างเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทนายหน้าระดับอินเตอร์หลายรายก็ใช้เทมเพลตสัญญาภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐาน แม้ผู้เช่าจะเป็นคนไทยก็ตาม ตรงนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แต่ผู้เช่าต้องเข้าใจทุกข้อก่อนเซ็น
ตามข้อมูลจาก DDproperty ราคาเช่าคอนโดเฉลี่ยในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 15,000-35,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับทำเลและขนาดห้อง ยิ่งราคาสูงขึ้น สัญญาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย
ปัญหาหลักของสัญญาภาษาอังกฤษคือศัพท์เฉพาะทาง อ่านแล้วดูคุ้นตาแต่ความหมายไม่เหมือนที่คิด มาดูคำที่เจอบ่อยที่สุด
Lease Term คือระยะเวลาเช่า ส่วนใหญ่เป็น 12 เดือน บางสัญญาระบุว่าเป็น "fixed term" แปลว่าออกก่อนกำหนดไม่ได้โดยไม่เสียค่าปรับ ถ้าเห็นคำว่า "break clause" แปลว่ามีเงื่อนไขให้ยกเลิกก่อนกำหนดได้ ซึ่งหายากมากในตลาดกรุงเทพ
Security Deposit คือเงินประกัน ปกติ 2 เดือน แต่บางสัญญาเขียนว่า "refundable upon satisfactory inspection" แปลว่าจะคืนให้ก็ต่อเมื่อตรวจห้องแล้วผ่าน ตรงนี้ต้องถามให้ชัดว่า "satisfactory" หมายถึงอะไร ใครเป็นคนตัดสิน
Penalty for Early Termination คือค่าปรับถ้ายกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ส่วนใหญ่คือริบเงินประกันทั้งหมด แต่บางสัญญาเขียนเพิ่มว่าต้องจ่ายค่าเช่าที่เหลือด้วย เช่น เช่า 12 เดือน ออกเดือนที่ 6 อาจต้องจ่ายค่าเช่าอีก 6 เดือน อ่านตรงนี้ให้ดีมาก
Wear and Tear คือการสึกหรอตามปกติจากการใช้งาน สัญญาที่ดีจะเขียนว่า "normal wear and tear excepted" แปลว่าของที่เก่าไปตามธรรมชาติไม่ต้องซ่อม แต่ถ้าสัญญาไม่มีคำนี้ เจ้าของอาจหักค่าซ่อมทุกอย่างจากเงินประกัน
1. ค่าส่วนกลางใครจ่าย, สัญญาบางฉบับเขียนว่า "common area fee shall be borne by the tenant" แปลว่าผู้เช่าต้องจ่ายค่าส่วนกลางเอง ซึ่งคอนโดย่านสุขุมวิทอย่าง Ashton Asoke ใกล้สถานี MRT สุขุมวิท ค่าส่วนกลางอาจสูงถึง 5,000-8,000 บาทต่อเดือน ถ้าไม่อ่านดีๆ จะเสียเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัว
2. เงื่อนไขการต่อสัญญา, หลายสัญญาเขียนว่า "renewal at the sole discretion of the landlord" แปลว่าเจ้าของมีสิทธิ์ไม่ต่อสัญญาได้ฝ่ายเดียว และอาจขึ้นค่าเช่าเท่าไหร่ก็ได้ตอนต่อสัญญา ถ้าเจอแบบนี้ ลองต่อรองขอเพิ่มข้อความว่า "with a cap of X% increase" เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การขึ้นค่าเช่า
3. สิทธิ์ในการเข้าห้องของเจ้าของ, สัญญาบางฉบับเขียนว่า "landlord reserves the right to enter the premises at any time" แปลว่าเจ้าของเข้าห้องได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ตรงนี้ไม่แฟร์เลย ควรต่อรองให้เป็น "with 24 hours prior written notice" เป็นอย่างน้อย
4. ข้อห้ามในสัญญา, บางสัญญามีข้อห้ามแปลกๆ เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้ามทำอาหารที่มีกลิ่นแรง ห้ามให้คนอื่นมาค้างคืนเกิน 3 วัน ข้อห้ามเหล่านี้ถ้าละเมิดอาจเป็นเหตุให้เจ้าของบอกเลิกสัญญาได้ ควรอ่านส่วน "prohibited activities" หรือ "restrictions" ให้ครบ
5. ค่าไฟและค่าน้ำคิดอัตราไหน, คอนโดบางแห่งบวกค่าไฟเพิ่มจากอัตราการไฟฟ้า สัญญาอาจเขียนว่า "electricity at the building's rate" ซึ่งอาจสูงถึง 7-8 บาทต่อหน่วย ในขณะที่อัตราการไฟฟ้าปกติอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย ถ้าเปิดแอร์เยอะ ค่าไฟต่างกันเป็นพันบาทต่อเดือนเลย
หลายคนถามว่าควรขอสัญญาเป็นภาษาไทยคู่กันไหม คำตอบคือ ถ้าทำได้ก็ดีมาก เพราะตาม กรมที่ดิน กรณีมีข้อพิพาท ศาลไทยจะใช้สัญญาภาษาไทยเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของหลายคนไม่ยอมทำสองภาษาเพราะเพิ่มต้นทุนและความยุ่งยาก
ถ้าเจ้าของยืนยันจะใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียว สิ่งที่ควรทำคือขอเวลาอ่านอย่างน้อย 2-3 วัน อย่าเซ็นที่หน้างาน แล้วเอากลับมานั่งอ่านทีละข้อ ข้อไหนไม่เข้าใจก็ถ่ายรูปไปถามคนรู้จักหรือหาความหมายในอินเทอร์เน็ต
หลายคนไม่รู้ว่าสัญญาเช่าต่อรองได้ ไม่ใช่แค่ราคาค่าเช่า แต่ต่อรองเงื่อนไขในสัญญาได้ด้วย เจ้าของที่ดีจะเปิดรับการเจรจา ถ้าเจ้าของไม่ยอมแก้อะไรเลยแม้แต่ข้อเดียว ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาตามมา
ข้อที่ควรเจรจาเป็นอันดับแรกคือเรื่องเงินประกัน ลองขอให้เขียนชัดเจนว่าจะคืนภายในกี่วันหลังย้ายออก มาตรฐานคือ 30 วัน แต่บางสัญญาเขียนว่า 60-90 วัน ซึ่งนานเกินไป ถ้าเช่าคอนโดราคา 25,000 บาท เงินประกัน 2 เดือนคือ 50,000 บาท ปล่อยให้ค้างนานขนาดนั้นไม่คุ้ม
อีกเรื่องที่ต้องเจรจาคือ "governing law" หรือกฎหมายที่ใช้บังคับ สัญญาบางฉบับเขียนว่าใช้กฎหมายของประเทศอื่น ซึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจะยุ่งยากมาก ต้องให้แน่ใจว่าสัญญาระบุว่าใช้กฎหมายไทย ตาม กรมสรรพากร การเช่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเป็นหลัก
เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ลองใช้เช็กลิสต์นี้ก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง
ข้อ 1, ตรวจสอบชื่อเจ้าของในสัญญาตรงกับเจ้าของกรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ ขอดูโฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด
ข้อ 2, ราคาค่าเช่า เงินประกัน ค่าล่วงหน้า รวมแล้วต้องจ่ายเท่าไหร่ในวันเซ็น ตัวอย่างเช่น คอนโด Life Asoke-Rama 9 ใกล้สถานี MRT พระราม 9 ค่าเช่าประมาณ 18,000 บาทต่อเดือน วันเซ็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนบวกเงินประกัน 2 เดือน รวม 54,000 บาท
ข้อ 3, อ่านส่วน early termination ให้ชัด ถ้าต้องย้ายออกก่อนกำหนดจะเสียอะไรบ้าง
ข้อ 4, ตรวจสอบอัตราค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ใครจ่ายอะไร
ข้อ 5, มีข้อไหนที่ไม่เข้าใจแม้แต่ข้อเดียว อย่าเพิ่งเซ็น ขอเวลาไปศึกษาเพิ่ม
ข้อ 6, ถ่ายรูปสภาพห้องทุกมุมก่อนเข้าอยู่ แล้วแนบเป็นภาคผนวกของสัญญา ทั้งสองฝ่ายเซ็นรับรอง
สัญญาเช่าคอนโดภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัว แต่ต้องอ่านให้ครบทุกข้อ ศัพท์กฎหมายอย่าง "sole discretion" "at any time" "irrevocable" เป็นคำที่ให้อำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เจอแบบนี้ต้องเจรจ
ถ้าเคยเช่าคอนโดในกรุงเทพที่เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ หรือเช่าผ่านบริษัทบริหารอสังหาฯ ระดับอินเตอร์ มีโอกาสสูงมากที่จะได้เจอสัญญาเช่าเป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับ หลายคนอ่านแล้วงง ไม่กล้าถาม ก็เซ็นไปก่อน แล้วพอเกิดปัญหาค่อยมานั่งเสียใจทีหลัง
จริงๆ แล้วสัญญาเช่าภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แต่มีหลายจุดที่ผู้เช่าคนไทยมักมองข้าม เพราะศัพท์กฎหมายภาษาอังกฤษมันไม่เหมือนภาษาอังกฤษทั่วไปที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน บทความนี้จะพาไปดูทีละจุดว่าต้องระวังอะไรบ้าง อ่านจบแล้วจะเซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจขึ้นเยอะ
กรุงเทพเป็นเมืองที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะย่านอย่างสุขุมวิท สาทร และสีลม คอนโดหลายโครงการในย่านเหล่านี้ เช่น Park 24 ใกล้สถานี BTS พร้อมพงษ์ หรือ The Lofts Silom ใกล้สถานี BTS สุรศักดิ์ มีเจ้าของห้องเป็นชาวต่างชาติหรือบริษัทต่างประเทศ สัญญาเช่าจึงถูกร่างเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทนายหน้าระดับอินเตอร์หลายรายก็ใช้เทมเพลตสัญญาภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐาน แม้ผู้เช่าจะเป็นคนไทยก็ตาม ตรงนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร แต่ผู้เช่าต้องเข้าใจทุกข้อก่อนเซ็น
ตามข้อมูลจาก DDproperty ราคาเช่าคอนโดเฉลี่ยในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 15,000-35,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับทำเลและขนาดห้อง ยิ่งราคาสูงขึ้น สัญญาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย
ปัญหาหลักของสัญญาภาษาอังกฤษคือศัพท์เฉพาะทาง อ่านแล้วดูคุ้นตาแต่ความหมายไม่เหมือนที่คิด มาดูคำที่เจอบ่อยที่สุด
Lease Term คือระยะเวลาเช่า ส่วนใหญ่เป็น 12 เดือน บางสัญญาระบุว่าเป็น "fixed term" แปลว่าออกก่อนกำหนดไม่ได้โดยไม่เสียค่าปรับ ถ้าเห็นคำว่า "break clause" แปลว่ามีเงื่อนไขให้ยกเลิกก่อนกำหนดได้ ซึ่งหายากมากในตลาดกรุงเทพ
Security Deposit คือเงินประกัน ปกติ 2 เดือน แต่บางสัญญาเขียนว่า "refundable upon satisfactory inspection" แปลว่าจะคืนให้ก็ต่อเมื่อตรวจห้องแล้วผ่าน ตรงนี้ต้องถามให้ชัดว่า "satisfactory" หมายถึงอะไร ใครเป็นคนตัดสิน
Penalty for Early Termination คือค่าปรับถ้ายกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ส่วนใหญ่คือริบเงินประกันทั้งหมด แต่บางสัญญาเขียนเพิ่มว่าต้องจ่ายค่าเช่าที่เหลือด้วย เช่น เช่า 12 เดือน ออกเดือนที่ 6 อาจต้องจ่ายค่าเช่าอีก 6 เดือน อ่านตรงนี้ให้ดีมาก
Wear and Tear คือการสึกหรอตามปกติจากการใช้งาน สัญญาที่ดีจะเขียนว่า "normal wear and tear excepted" แปลว่าของที่เก่าไปตามธรรมชาติไม่ต้องซ่อม แต่ถ้าสัญญาไม่มีคำนี้ เจ้าของอาจหักค่าซ่อมทุกอย่างจากเงินประกัน
1. ค่าส่วนกลางใครจ่าย, สัญญาบางฉบับเขียนว่า "common area fee shall be borne by the tenant" แปลว่าผู้เช่าต้องจ่ายค่าส่วนกลางเอง ซึ่งคอนโดย่านสุขุมวิทอย่าง Ashton Asoke ใกล้สถานี MRT สุขุมวิท ค่าส่วนกลางอาจสูงถึง 5,000-8,000 บาทต่อเดือน ถ้าไม่อ่านดีๆ จะเสียเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัว
2. เงื่อนไขการต่อสัญญา, หลายสัญญาเขียนว่า "renewal at the sole discretion of the landlord" แปลว่าเจ้าของมีสิทธิ์ไม่ต่อสัญญาได้ฝ่ายเดียว และอาจขึ้นค่าเช่าเท่าไหร่ก็ได้ตอนต่อสัญญา ถ้าเจอแบบนี้ ลองต่อรองขอเพิ่มข้อความว่า "with a cap of X% increase" เพื่อจำกัดเปอร์เซ็นต์การขึ้นค่าเช่า
3. สิทธิ์ในการเข้าห้องของเจ้าของ, สัญญาบางฉบับเขียนว่า "landlord reserves the right to enter the premises at any time" แปลว่าเจ้าของเข้าห้องได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ตรงนี้ไม่แฟร์เลย ควรต่อรองให้เป็น "with 24 hours prior written notice" เป็นอย่างน้อย
4. ข้อห้ามในสัญญา, บางสัญญามีข้อห้ามแปลกๆ เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้ามทำอาหารที่มีกลิ่นแรง ห้ามให้คนอื่นมาค้างคืนเกิน 3 วัน ข้อห้ามเหล่านี้ถ้าละเมิดอาจเป็นเหตุให้เจ้าของบอกเลิกสัญญาได้ ควรอ่านส่วน "prohibited activities" หรือ "restrictions" ให้ครบ
5. ค่าไฟและค่าน้ำคิดอัตราไหน, คอนโดบางแห่งบวกค่าไฟเพิ่มจากอัตราการไฟฟ้า สัญญาอาจเขียนว่า "electricity at the building's rate" ซึ่งอาจสูงถึง 7-8 บาทต่อหน่วย ในขณะที่อัตราการไฟฟ้าปกติอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อหน่วย ถ้าเปิดแอร์เยอะ ค่าไฟต่างกันเป็นพันบาทต่อเดือนเลย
หลายคนถามว่าควรขอสัญญาเป็นภาษาไทยคู่กันไหม คำตอบคือ ถ้าทำได้ก็ดีมาก เพราะตาม กรมที่ดิน กรณีมีข้อพิพาท ศาลไทยจะใช้สัญญาภาษาไทยเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของหลายคนไม่ยอมทำสองภาษาเพราะเพิ่มต้นทุนและความยุ่งยาก
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
ถ้าเจ้าของยืนยันจะใช้ภาษาอังกฤษอย่างเดียว สิ่งที่ควรทำคือขอเวลาอ่านอย่างน้อย 2-3 วัน อย่าเซ็นที่หน้างาน แล้วเอากลับมานั่งอ่านทีละข้อ ข้อไหนไม่เข้าใจก็ถ่ายรูปไปถามคนรู้จักหรือหาความหมายในอินเทอร์เน็ต
หลายคนไม่รู้ว่าสัญญาเช่าต่อรองได้ ไม่ใช่แค่ราคาค่าเช่า แต่ต่อรองเงื่อนไขในสัญญาได้ด้วย เจ้าของที่ดีจะเปิดรับการเจรจา ถ้าเจ้าของไม่ยอมแก้อะไรเลยแม้แต่ข้อเดียว ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาตามมา
ข้อที่ควรเจรจาเป็นอันดับแรกคือเรื่องเงินประกัน ลองขอให้เขียนชัดเจนว่าจะคืนภายในกี่วันหลังย้ายออก มาตรฐานคือ 30 วัน แต่บางสัญญาเขียนว่า 60-90 วัน ซึ่งนานเกินไป ถ้าเช่าคอนโดราคา 25,000 บาท เงินประกัน 2 เดือนคือ 50,000 บาท ปล่อยให้ค้างนานขนาดนั้นไม่คุ้ม
อีกเรื่องที่ต้องเจรจาคือ "governing law" หรือกฎหมายที่ใช้บังคับ สัญญาบางฉบับเขียนว่าใช้กฎหมายของประเทศอื่น ซึ่งถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจะยุ่งยากมาก ต้องให้แน่ใจว่าสัญญาระบุว่าใช้กฎหมายไทย ตาม กรมสรรพากร การเช่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเป็นหลัก
เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ ลองใช้เช็กลิสต์นี้ก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง
ข้อ 1, ตรวจสอบชื่อเจ้าของในสัญญาตรงกับเจ้าของกรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ ขอดูโฉนดหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด
ข้อ 2, ราคาค่าเช่า เงินประกัน ค่าล่วงหน้า รวมแล้วต้องจ่ายเท่าไหร่ในวันเซ็น ตัวอย่างเช่น คอนโด Life Asoke-Rama 9 ใกล้สถานี MRT พระราม 9 ค่าเช่าประมาณ 18,000 บาทต่อเดือน วันเซ็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนบวกเงินประกัน 2 เดือน รวม 54,000 บาท
ข้อ 3, อ่านส่วน early termination ให้ชัด ถ้าต้องย้ายออกก่อนกำหนดจะเสียอะไรบ้าง
ข้อ 4, ตรวจสอบอัตราค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอินเทอร์เน็ต ใครจ่ายอะไร
ข้อ 5, มีข้อไหนที่ไม่เข้าใจแม้แต่ข้อเดียว อย่าเพิ่งเซ็น ขอเวลาไปศึกษาเพิ่ม
ข้อ 6, ถ่ายรูปสภาพห้องทุกมุมก่อนเข้าอยู่ แล้วแนบเป็นภาคผนวกของสัญญา ทั้งสองฝ่ายเซ็นรับรอง
สัญญาเช่าคอนโดภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัว แต่ต้องอ่านให้ครบทุกข้อ ศัพท์กฎหมายอย่าง "sole discretion" "at any time" "irrevocable" เป็นคำที่ให้อำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เจอแบบนี้ต้องเจรจ
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ