Guides
ตลาดเช่าคอนโดฟื้นตัวแข็งแกร่ง ดีมานด์ชาวต่างชาติและ digital nomad เพิ่มขึ้น โอกาส passive income ปี 2026

สรุป
ปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพ ตลาดเช่าคอนโดฟื้นตัวชัดเจนหลังโควิด ดีมานด์จากชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น นโยบายดึงดูด digital
ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้แบบ passive income จากอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพ ปี 2026 นี้ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจมาก ตลาดเช่าคอนโดกรุงเทพฟื้นตัวชัดเจนหลังช่วงโควิด ดีมานด์จากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บวกกับนโยบายดึงดูด digital nomad และผู้เกษียณจากต่างประเทศ ทำให้ตลาดเช่ามีความคึกคักในหลายย่าน แต่จะลงทุนยังไงให้คุ้ม ย่านไหนให้ผลตอบแทนดี แล้วมีอะไรที่ต้องระวังบ้าง มาคุยกันแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
ข้อมูลจาก DDproperty ระบุว่าอัตราการเช่าคอนโดในกรุงเทพเติบโตขึ้นเฉลี่ย 5-8% ต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในย่านที่ใกล้แนวรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่เปิดให้บริการ ทำให้ราคาเช่าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดเช่าตอนนี้มีหลายปัจจัย คนรุ่นใหม่ชาวไทยเลือกเช่ามากกว่าซื้อเพราะต้องการความยืดหยุ่น ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้นจากนโยบายวีซ่าระยะยาว และกลุ่ม digital nomad ที่ชอบความคุ้มค่าของค่าครองชีพในกรุงเทพเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในเอเชีย
สำหรับนักลงทุน นี่หมายความว่าถ้าคุณซื้อคอนโดถูกห้อง ถูกย่าน ถูกราคา คุณสามารถปล่อยเช่าได้เร็ว และมีผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนจากการเช่า (rental yield) ในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 4-6% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่ใช่ทุกย่านจะปล่อยเช่าได้ง่ายเท่ากัน สิ่งที่นักลงทุนต้องดูคือ ความต้องการเช่าในพื้นที่ ระดับราคาเช่าเทียบกับราคาซื้อ และกลุ่มผู้เช่าเป้าหมาย มาดูย่านที่น่าสนใจกัน
สุขุมวิทตอนต้น (BTS นานา - BTS พร้อมพงษ์) ยังคงเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติ คอนโดอย่าง The Lumpini 24 หรือ Park Origin Phrom Phong ห้อง 1 นอนปล่อยเช่าได้ 25,000-45,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและการตกแต่ง
อ่อนนุช - บางจาก (BTS อ่อนนุช - BTS บางจาก) ย่านนี้กำลังมาแรงมาก ราคาซื้อยังไม่สูงเท่าสุขุมวิทตอนต้น แต่ดีมานด์เช่าสูง ทั้งจากคนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการประหยัดค่าเช่า คอนโดอย่าง IDEO Mobi Sukhumvit 81 หรือ The Base Sukhumvit 77 ห้อง 1 นอนเช่าได้ 12,000-18,000 บาทต่อเดือน ให้ yield ดีมากเมื่อเทียบกับราคาซื้อ
รัชดา - พระราม 9 (MRT พระราม 9 - MRT ศูนย์วัฒนธรรม) ย่านนี้เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพ มีออฟฟิศใหญ่ๆ เยอะ คอนโดอย่าง Life Asoke-Rama 9 หรือ Ashton Asoke-Rama 9 ปล่อยเช่าได้ 18,000-30,000 บาทต่อเดือน กลุ่มผู้เช่าหลักเป็นพนักงานออฟฟิศทั้งไทยและต่างชาติ
บางซื่อ - เตาปูน (MRT บางซื่อ - MRT เตาปูน) ย่านนี้ได้อานิสงส์จากสถานีกลางบางซื่อและแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ราคาซื้อยังต่ำ ค่าเช่าห้อง 1 นอนอยู่ที่ 8,000-14,000 บาทต่อเดือน yield อาจสูงถึง 5-7% เหมาะกับนักลงทุนที่งบไม่มากแต่ต้องการผลตอบแทนดี
หลายคนมองแค่ค่าเช่าหารด้วยราคาซื้อแล้วได้ yield แต่ในความเป็นจริงมีต้นทุนซ่อนอยู่อีกเยอะที่ต้องคิดให้ครบ ไม่งั้นตัวเลขที่ได้จะสวยเกินจริง
ต้นทุนที่ต้องคำนวณรวมเข้าไปด้วย ได้แก่ ค่าส่วนกลางรายเดือน (ส่วนใหญ่ 40-80 บาทต่อตารางเมตร) ค่าประกันภัยห้อง ค่าซ่อมบำรุงที่ต้องจ่ายเป็นระยะ ค่าตกแต่งห้องเพื่อให้ดึงดูดผู้เช่า และที่สำคัญคือภาษีที่เกี่ยวข้อง
เรื่องภาษี ตาม กรมสรรพากร รายได้จากการปล่อยเช่าต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30% ดังนั้นอย่าลืมคิดภาษีเข้าไปด้วยเวลาคำนวณ net yield
สูตรคำนวณ net rental yield คร่าวๆ คือ (รายได้ค่าเช่าทั้งปี - ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมภาษี) หารด้วยราคาซื้อ แล้วคูณ 100 ถ้าได้ 4% ขึ้นไปถือว่าน่าสนใจ ถ้าได้ 5% ขึ้นไปถือว่าดีมาก
จากประสบการณ์ในตลาดเช่ากรุงเทพ ห้องที่ปล่อยเช่าได้เร็วที่สุดคือห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 28-35 ตารางเมตร ที่ตกแต่งครบพร้อมอยู่ มีเครื่องซักผ้า มีเฟอร์นิเจอร์ครบ และอยู่ใกล้รถไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมตร
ผู้เช่าชาวต่างชาติมักให้ความสำคัญกับ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ระบบรักษาความปลอดภัย และการเดินทางสะดวก ส่วนผู้เช่าชาวไทยจะดูเรื่องราคาเป็นหลัก ตามด้วยทำเล และสภาพห้อง
เทรนด์ที่น่าจับตาคือห้องแบบ smart room ที่มีระบบล็อกดิจิทัล เครื่องฟอกอากาศ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องแบบนี้สามารถเรียกค่าเช่าเพิ่มได้ 2,000-5,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับห้องสเปกเดียวกันที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้
อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่การลงทุนที่ไร้ความเสี่ยง สิ่งที่ต้องระวังอันดับแรกคือ oversupply ในบางย่าน โดยเฉพาะย่านที่มีคอนโดใหม่ผุดขึ้นเยอะมาก เช่น แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองบางช่วง ที่ซัปพลายเยอะเกินดีมานด์ ทำให้ต้องลดราคาเช่าแข่ง
ความเสี่ยงเรื่องห้องว่าง (vacancy) ก็สำคัญ ถ้าห้องว่าง 2-3 เดือนต่อปี yield ที่คิดไว้จะลดลงทันที ดังนั้นการเลือกย่านที่มีดีมานด์เช่าสูงอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าการเลือกย่านที่ yield ดูดีบนกระดาษ
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือค่าเสื่อมของตัวคอนโด คอนโดอายุ 10 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีค่าซ่อมบำรุงสูงขึ้น ค่าส่วนกลางอาจปรับเพิ่ม และราคาขายต่ออาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนอาคารชุดได้ที่ กรมที่ดิน เพื่อให้มั่นใจเรื่องกรรมสิทธิ์และนิติบุคคลก่อนตัดสินใจซื้อ
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดเช่ากรุงเทพมักทำสิ่งเหล่านี้ ลงทุนตกแต่งห้องให้ดูดีถ่ายรูปสวย เพราะผู้เช่าตัดสินใจจากรูปถ่ายเป็นอันดับแรก ตั้งราคาเช่าให้แข่งขันได้โดยศึกษาราคาตลาดในย่านเดียวกัน และตอบผู้เช่าให้เร็วที่สุด
เรื่องสัญญาเช่า แนะนำให้ทำสัญญาขั้นต่ำ 1 ปี เพื่อลดความเสี่ยงห้องว่างบ่อย สำหรับย่านที่มีชาวต่างชาติเยอะ อาจพิจารณาปล่อยเช่ารายเดือนแบบไม่ผูกสัญญายาว แต่เรียกค่าเช่าสูงกว่าปกติ 15-20% เพื่อชดเชยความเสี่ยง
ที่สำคัญ อย่ามองแค่ค่าเช่ารายเดือน ให้มองภาพรวมทั้ง capital gain จากราคาคอนโดที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวด้วย บางย่านอย่างรัชดา-พระราม 9 ราคาคอนโดเพิ่มขึ้น 15-20% ในรอบ 3 ปี ซึ่งเมื่อรวมกับค่าเช่าแล้วให้ผลตอบแทนรวมที่น่าพอใจมาก
คำตอบสั้นๆ คือ ยังน่าลงทุน แต่ต้องเลือกให้ถูก ตลาดเช่าคอนโดกรุงเทพยังมีดีมานด์แข็งแกร่งจากทั้งผู้เช่าชาวไทยและชาวต่างชาติ ย่านที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนคือย่านที่มี yield สุทธิ 4% ขึ้นไป มีดีมานด์เช่าสม่ำเสมอ และไม่มีปัญหา oversupply
กุญแจสำคัญคือข้อมูล ยิ่งคุณมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งตัดสินใจได้ดีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นราคาเช่าจริงในย่านที่สนใจ อัตราห้องว่าง หรือเทรนด์ของผู้เช่า
ถ้าคุณกำลังมองหาข้อมูลต
ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาช่องทางสร้างรายได้แบบ passive income จากอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพ ปี 2026 นี้ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจมาก ตลาดเช่าคอนโดกรุงเทพฟื้นตัวชัดเจนหลังช่วงโควิด ดีมานด์จากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บวกกับนโยบายดึงดูด digital nomad และผู้เกษียณจากต่างประเทศ ทำให้ตลาดเช่ามีความคึกคักในหลายย่าน แต่จะลงทุนยังไงให้คุ้ม ย่านไหนให้ผลตอบแทนดี แล้วมีอะไรที่ต้องระวังบ้าง มาคุยกันแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
ข้อมูลจาก DDproperty ระบุว่าอัตราการเช่าคอนโดในกรุงเทพเติบโตขึ้นเฉลี่ย 5-8% ต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในย่านที่ใกล้แนวรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ที่เปิดให้บริการ ทำให้ราคาเช่าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดเช่าตอนนี้มีหลายปัจจัย คนรุ่นใหม่ชาวไทยเลือกเช่ามากกว่าซื้อเพราะต้องการความยืดหยุ่น ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้นจากนโยบายวีซ่าระยะยาว และกลุ่ม digital nomad ที่ชอบความคุ้มค่าของค่าครองชีพในกรุงเทพเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในเอเชีย
สำหรับนักลงทุน นี่หมายความว่าถ้าคุณซื้อคอนโดถูกห้อง ถูกย่าน ถูกราคา คุณสามารถปล่อยเช่าได้เร็ว และมีผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนจากการเช่า (rental yield) ในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 4-6% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่ใช่ทุกย่านจะปล่อยเช่าได้ง่ายเท่ากัน สิ่งที่นักลงทุนต้องดูคือ ความต้องการเช่าในพื้นที่ ระดับราคาเช่าเทียบกับราคาซื้อ และกลุ่มผู้เช่าเป้าหมาย มาดูย่านที่น่าสนใจกัน
สุขุมวิทตอนต้น (BTS นานา - BTS พร้อมพงษ์) ยังคงเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติ คอนโดอย่าง The Lumpini 24 หรือ Park Origin Phrom Phong ห้อง 1 นอนปล่อยเช่าได้ 25,000-45,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและการตกแต่ง
อ่อนนุช - บางจาก (BTS อ่อนนุช - BTS บางจาก) ย่านนี้กำลังมาแรงมาก ราคาซื้อยังไม่สูงเท่าสุขุมวิทตอนต้น แต่ดีมานด์เช่าสูง ทั้งจากคนไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการประหยัดค่าเช่า คอนโดอย่าง IDEO Mobi Sukhumvit 81 หรือ The Base Sukhumvit 77 ห้อง 1 นอนเช่าได้ 12,000-18,000 บาทต่อเดือน ให้ yield ดีมากเมื่อเทียบกับราคาซื้อ
รัชดา - พระราม 9 (MRT พระราม 9 - MRT ศูนย์วัฒนธรรม) ย่านนี้เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพ มีออฟฟิศใหญ่ๆ เยอะ คอนโดอย่าง Life Asoke-Rama 9 หรือ Ashton Asoke-Rama 9 ปล่อยเช่าได้ 18,000-30,000 บาทต่อเดือน กลุ่มผู้เช่าหลักเป็นพนักงานออฟฟิศทั้งไทยและต่างชาติ
บางซื่อ - เตาปูน (MRT บางซื่อ - MRT เตาปูน) ย่านนี้ได้อานิสงส์จากสถานีกลางบางซื่อและแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ราคาซื้อยังต่ำ ค่าเช่าห้อง 1 นอนอยู่ที่ 8,000-14,000 บาทต่อเดือน yield อาจสูงถึง 5-7% เหมาะกับนักลงทุนที่งบไม่มากแต่ต้องการผลตอบแทนดี
หลายคนมองแค่ค่าเช่าหารด้วยราคาซื้อแล้วได้ yield แต่ในความเป็นจริงมีต้นทุนซ่อนอยู่อีกเยอะที่ต้องคิดให้ครบ ไม่งั้นตัวเลขที่ได้จะสวยเกินจริง
ต้นทุนที่ต้องคำนวณรวมเข้าไปด้วย ได้แก่ ค่าส่วนกลางรายเดือน (ส่วนใหญ่ 40-80 บาทต่อตารางเมตร) ค่าประกันภัยห้อง ค่าซ่อมบำรุงที่ต้องจ่ายเป็นระยะ ค่าตกแต่งห้องเพื่อให้ดึงดูดผู้เช่า และที่สำคัญคือภาษีที่เกี่ยวข้อง
เรื่องภาษี ตาม กรมสรรพากร รายได้จากการปล่อยเช่าต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30% ดังนั้นอย่าลืมคิดภาษีเข้าไปด้วยเวลาคำนวณ net yield
สูตรคำนวณ net rental yield คร่าวๆ คือ (รายได้ค่าเช่าทั้งปี - ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมภาษี) หารด้วยราคาซื้อ แล้วคูณ 100 ถ้าได้ 4% ขึ้นไปถือว่าน่าสนใจ ถ้าได้ 5% ขึ้นไปถือว่าดีมาก
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
จากประสบการณ์ในตลาดเช่ากรุงเทพ ห้องที่ปล่อยเช่าได้เร็วที่สุดคือห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 28-35 ตารางเมตร ที่ตกแต่งครบพร้อมอยู่ มีเครื่องซักผ้า มีเฟอร์นิเจอร์ครบ และอยู่ใกล้รถไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมตร
ผู้เช่าชาวต่างชาติมักให้ความสำคัญกับ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ระบบรักษาความปลอดภัย และการเดินทางสะดวก ส่วนผู้เช่าชาวไทยจะดูเรื่องราคาเป็นหลัก ตามด้วยทำเล และสภาพห้อง
เทรนด์ที่น่าจับตาคือห้องแบบ smart room ที่มีระบบล็อกดิจิทัล เครื่องฟอกอากาศ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องแบบนี้สามารถเรียกค่าเช่าเพิ่มได้ 2,000-5,000 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับห้องสเปกเดียวกันที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้
อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่การลงทุนที่ไร้ความเสี่ยง สิ่งที่ต้องระวังอันดับแรกคือ oversupply ในบางย่าน โดยเฉพาะย่านที่มีคอนโดใหม่ผุดขึ้นเยอะมาก เช่น แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองบางช่วง ที่ซัปพลายเยอะเกินดีมานด์ ทำให้ต้องลดราคาเช่าแข่ง
ความเสี่ยงเรื่องห้องว่าง (vacancy) ก็สำคัญ ถ้าห้องว่าง 2-3 เดือนต่อปี yield ที่คิดไว้จะลดลงทันที ดังนั้นการเลือกย่านที่มีดีมานด์เช่าสูงอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญกว่าการเลือกย่านที่ yield ดูดีบนกระดาษ
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือค่าเสื่อมของตัวคอนโด คอนโดอายุ 10 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีค่าซ่อมบำรุงสูงขึ้น ค่าส่วนกลางอาจปรับเพิ่ม และราคาขายต่ออาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนอาคารชุดได้ที่ กรมที่ดิน เพื่อให้มั่นใจเรื่องกรรมสิทธิ์และนิติบุคคลก่อนตัดสินใจซื้อ
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดเช่ากรุงเทพมักทำสิ่งเหล่านี้ ลงทุนตกแต่งห้องให้ดูดีถ่ายรูปสวย เพราะผู้เช่าตัดสินใจจากรูปถ่ายเป็นอันดับแรก ตั้งราคาเช่าให้แข่งขันได้โดยศึกษาราคาตลาดในย่านเดียวกัน และตอบผู้เช่าให้เร็วที่สุด
เรื่องสัญญาเช่า แนะนำให้ทำสัญญาขั้นต่ำ 1 ปี เพื่อลดความเสี่ยงห้องว่างบ่อย สำหรับย่านที่มีชาวต่างชาติเยอะ อาจพิจารณาปล่อยเช่ารายเดือนแบบไม่ผูกสัญญายาว แต่เรียกค่าเช่าสูงกว่าปกติ 15-20% เพื่อชดเชยความเสี่ยง
ที่สำคัญ อย่ามองแค่ค่าเช่ารายเดือน ให้มองภาพรวมทั้ง capital gain จากราคาคอนโดที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวด้วย บางย่านอย่างรัชดา-พระราม 9 ราคาคอนโดเพิ่มขึ้น 15-20% ในรอบ 3 ปี ซึ่งเมื่อรวมกับค่าเช่าแล้วให้ผลตอบแทนรวมที่น่าพอใจมาก
คำตอบสั้นๆ คือ ยังน่าลงทุน แต่ต้องเลือกให้ถูก ตลาดเช่าคอนโดกรุงเทพยังมีดีมานด์แข็งแกร่งจากทั้งผู้เช่าชาวไทยและชาวต่างชาติ ย่านที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนคือย่านที่มี yield สุทธิ 4% ขึ้นไป มีดีมานด์เช่าสม่ำเสมอ และไม่มีปัญหา oversupply
กุญแจสำคัญคือข้อมูล ยิ่งคุณมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งตัดสินใจได้ดีเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นราคาเช่าจริงในย่านที่สนใจ อัตราห้องว่าง หรือเทรนด์ของผู้เช่า
ถ้าคุณกำลังมองหาข้อมูลต
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ