Guides
คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เช่าที่ต้องเซ็นสัญญาเช่าภาษาอังกฤษโดยไม่เข้าใจเนื้อหา

สรุป
ผู้เช่าคอนโดหลายคนประสบปัญหาต้องเซ็นสัญญาเช่าภาษาอังกฤษที่ยาวหลายหน้า อ่านแล้วมึน บทความนี้จะเปิดเรื่องที่ผู้เช่าไทยควรระวัง เข้าใจเนื้อหาอะไรบ้าง เพื่อปกป
เคยเจอไหม? เปิดสัญญาเช่าคอนโดมา 8-10 หน้า เป็นภาษาอังกฤษล้วน ๆ ตัวอักษรเล็กจิ๋ว อ่านไปได้ 2 ย่อหน้าก็เริ่มมึน สุดท้ายก็เซ็นไปเลยเพราะอยากได้ห้องแล้ว ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยมากกับผู้เช่าคนไทย โดยเฉพาะคอนโดที่เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ หรือบริหารผ่านบริษัทต่างชาติ อย่างห้องในย่าน Sukhumvit, Silom หรือ Sathorn ที่มักใช้สัญญาภาษาอังกฤษเป็นหลัก
ตามข้อมูลจาก DDproperty ตลาดเช่าคอนโดในกรุงเทพปี 2024 มีการเติบโตต่อเนื่อง ราคาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,000-35,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้อง 1 ห้องนอนในทำเลใจกลางเมือง และหลายรายการใช้สัญญาเช่าภาษาอังกฤษโดยไม่มีฉบับแปลภาษาไทยให้ด้วย บทความนี้จะพาไปดูทุกจุดที่ต้องระวัง อ่านจบแล้วเซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ
เหตุผลหลัก ๆ ก็ตรงไปตรงมา คอนโดหลายแห่งในย่าน CBD อย่าง Ashton Asoke ใกล้ MRT Sukhumvit, The Lofts Silom ใกล้ BTS Surasak หรือ Banyan Tree Residences ใกล้ BTS Sala Daeng มีเจ้าของห้องเป็นชาวต่างชาติจำนวนมาก เจ้าของเหล่านี้มักจ้างเอเจนต์ที่ใช้สัญญาภาษาอังกฤษเป็นเทมเพลตมาตรฐาน
นอกจากนี้ บริษัทบริหารอสังหาฯ ระดับนานาชาติที่ดูแลการปล่อยเช่าก็ใช้สัญญาภาษาอังกฤษเหมือนกัน เพราะออกแบบมาให้ใช้ได้กับผู้เช่าทุกสัญชาติ แต่ปัญหาคือ ผู้เช่าคนไทยหลายคนอ่านแล้วไม่เข้าใจ 100% โดยเฉพาะศัพท์กฎหมายที่แม้แต่คนอังกฤษเองก็ยังต้องอ่านซ้ำ
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ ตามกฎหมายไทย สัญญาเช่าที่ทำในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเสมอ ไม่ว่าจะเขียนเป็นภาษาอะไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571 ที่ว่าด้วยเรื่องการเช่าทรัพย์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก กรมที่ดิน
สัญญาเช่าภาษาอังกฤษจะมีศัพท์กฎหมายที่ดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วรู้ไม่กี่คำก็เข้าใจภาพรวมทั้งสัญญาได้ ลองจำคำเหล่านี้ไว้
"Security Deposit" คือเงินประกัน ปกติ 2 เดือน "Advance Rental" คือค่าเช่าล่วงหน้า ปกติ 1 เดือน รวมแล้วต้องจ่ายก่อนเข้า 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ "Penalty Clause" คือข้อกำหนดค่าปรับ ส่วนใหญ่จะเจอในเรื่องออกก่อนสัญญาหมด
"Wear and Tear" คือการสึกหรอตามปกติ เช่น สีผนังซีดลงเพราะใช้งาน ตามหลักแล้วเจ้าของต้องรับผิดชอบเอง ไม่ควรถูกหักจากเงินประกัน "Reinstatement" คือการคืนสภาพห้อง ถ้าเจอคำนี้ต้องอ่านดี ๆ เพราะอาจหมายถึงต้องทาสีใหม่ ซ่อมรอยตะปู หรือแม้แต่ถอดม่านที่ติดเองทั้งหมด
"Force Majeure" คือเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคระบาด ถ้าเกิดเหตุเหล่านี้สัญญาจะระงับชั่วคราวหรือยกเลิกได้โดยไม่ผิดสัญญา ต้องเช็กว่ามีข้อนี้อยู่ในสัญญาหรือเปล่า
1. ข้อกำหนดเรื่องการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด, นี่คือกับดักอันดับ 1 สัญญาหลายฉบับเขียนว่า "Tenant shall forfeit the entire security deposit if terminating before the lease period" แปลว่าออกก่อน เงินประกัน 2 เดือนหายหมด ห้องเช่า 25,000 บาทต่อเดือน เท่ากับเสีย 50,000 บาททันที
2. ค่าใช้จ่ายที่ "ซ่อน" อยู่ในสัญญา, บางสัญญาเขียนว่าผู้เช่าต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาส่วนกลาง (Common Area Maintenance) เอง ทั้ง ๆ ที่ปกติเจ้าของต้องจ่าย ค่าส่วนกลางคอนโดในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 40-80 บาทต่อตารางเมตร ห้อง 35 ตร.ม. อาจเสียเพิ่ม 1,400-2,800 บาทต่อเดือน
3. เงื่อนไขการต่อสัญญา, ต้องดูว่าสัญญาเขียนเรื่องต่อสัญญาไว้อย่างไร บางฉบับเขียนว่า "Rental rate may be adjusted upon renewal" โดยไม่ระบุเพดาน หมายความว่าเจ้าของอาจขึ้นค่าเช่า 20-30% ก็ได้ ควรเจรจาให้ใส่ตัวเลขเพดานขึ้นค่าเช่า เช่น ไม่เกิน 5-10% ต่อปี
4. ข้อห้ามที่ไม่ได้อ่าน, เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้ามสูบบุหรี่ในห้อง ห้ามปล่อยช่วง (Subletting) บางสัญญาถึงขั้นห้ามเปลี่ยนรหัสล็อกดิจิทัลโดยไม่แจ้งเจ้าของ ถ้าทำผิดอาจถูกยกเลิกสัญญาได้ทันที
5. เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ผู้เช่าบางคนไม่รู้ว่าตามกฎหมาย กรมสรรพากร หากผู้เช่าเป็นนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากค่าเช่า แต่สัญญาบางฉบับเขียนว่า "Tenant shall pay rental net of all taxes" หมายความว่าผู้เช่าต้องรับภาระภาษีแทนเจ้าของ ต้องอ่านตรงนี้ให้ชัด
อย่างแรกเลย ขอสัญญาฉบับภาษาไทยควบคู่กัน ถ้าเจ้าของหรือเอเจนต์ไม่มีให้ ให้ขอเวลาแปลเอง หรือจ้างนักแปลกฎหมายแปลให้ ค่าแปลอยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท คุ้มมากเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเสียเงินหลายหมื่น
อย่างที่สอง ถ่ายรูปสภาพห้องทุกจุดก่อนเข้าอยู่ แล้วแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เรียกว่า "Condition Report" ถ้าสัญญาไม่มีส่วนนี้ ให้ทำเองแล้วให้ทั้งสองฝ่ายเซ็นรับรอง จะได้ไม่มีปัญหาตอนคืนห้อง
อย่างที่สาม เช็กว่าสัญญาเขียนเรื่องค่าน้ำค่าไฟไว้อย่างไร คอนโดบางแห่งคิดค่าไฟหน่วยละ 8-9 บาท ทั้งที่การไฟฟ้าคิดแค่ 4-5 บาท ถ้าเจอแบบนี้ ให้ต่อรองให้จ่ายตามมิเตอร์จริง
อย่างสุดท้าย ถ้าสัญญามีข้อไหนที่ไม่เข้าใจ อย่าเขินที่จะถาม ขอให้เจ้าของอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าต่อมาเกิดปัญหา จะได้มีหลักฐานอ้างอิง
เพื่อนคนนึงเช่าห้องที่ Ideo Q Siam-Ratchathewi ใกล้ BTS Ratchathewi ค่าเช่า 22,000 บาทต่อเดือน สัญญาภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า "Lessee shall be responsible for all repair and maintenance costs" ไม่ได้แยกว่าซ่อมเล็กหรือซ่อมใหญ่ พอแอร์พัง ซ่อมหมดไป 8,500 บาท เจ้าของบอกผู้เช่าจ่ายเองตามสัญญา ทั้งที่แอร์มันเก่าตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่
อีกเคสนึง เช่าห้องที่ Life Asoke-Rama 9 ใกล้ MRT Rama 9 ค่าเช่า 18,000 บาท สัญญาเขียนว่า "Minimum lease period 12 months, early termination will result in forfeiture of security deposit" พอทำงานได้ 8 เดือน บริษัทย้ายออฟฟิศไป Nonthaburi ต้องเสียเงินประกัน 36,000 บาทเปล่า ๆ เพราะไม่ได้อ่านข้อนี้ตอนเซ็น
เคสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเจ้าของไม่ดี แต่เพราะผู้เช่าไม่ได้อ่านสัญญาอย่างละเอียดก่อนเซ็น ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ได้ถาม สุดท้ายเสียเงินและเสียความรู้สึก
ปัญหาสัญญาเช่าส่วนใหญ่เกิดจากการรีบตัดสินใจ เห็นห้องสวย ทำเลดี ราคาพอได้ ก็รีบเซ็นเพราะกลัวหลุด แต่ถ้ามีเวลาเปรียบเทียบหลาย ๆ ห้อง ดูสัญญาของแต่ละที่ ก็จะเลือกได้ห้องที่ทั้งถูกใจและสัญญายุติธรรม
การเช่าคอนโดไม่ใช่แค่เรื่องห้องสวยหรือทำเลดี แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขในสัญญาที่จะอยู่กับเราตลอด 12 เดือนหรือมากกว่านั้น อ่านให้จบ ถามให้ชัด ต่อรองให้ได้ แล้วค่อยเซ็น
สรุปง่าย ๆ สัญญาเช่าภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัว ถ้ารู้ว่าต้องดูตรงไหน จำศัพท์สำคัญไว้สัก 10 คำ เช็ก 5 จุดอันตรายที่บอกไป ขอฉบับแปลภาษาไทยควบคู่ ถ่ายรูปสภาพห้อง และอย่าเขินที่จะต่อ
เคยเจอไหม? เปิดสัญญาเช่าคอนโดมา 8-10 หน้า เป็นภาษาอังกฤษล้วน ๆ ตัวอักษรเล็กจิ๋ว อ่านไปได้ 2 ย่อหน้าก็เริ่มมึน สุดท้ายก็เซ็นไปเลยเพราะอยากได้ห้องแล้ว ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยมากกับผู้เช่าคนไทย โดยเฉพาะคอนโดที่เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ หรือบริหารผ่านบริษัทต่างชาติ อย่างห้องในย่าน Sukhumvit, Silom หรือ Sathorn ที่มักใช้สัญญาภาษาอังกฤษเป็นหลัก
ตามข้อมูลจาก DDproperty ตลาดเช่าคอนโดในกรุงเทพปี 2024 มีการเติบโตต่อเนื่อง ราคาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,000-35,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้อง 1 ห้องนอนในทำเลใจกลางเมือง และหลายรายการใช้สัญญาเช่าภาษาอังกฤษโดยไม่มีฉบับแปลภาษาไทยให้ด้วย บทความนี้จะพาไปดูทุกจุดที่ต้องระวัง อ่านจบแล้วเซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ
เหตุผลหลัก ๆ ก็ตรงไปตรงมา คอนโดหลายแห่งในย่าน CBD อย่าง Ashton Asoke ใกล้ MRT Sukhumvit, The Lofts Silom ใกล้ BTS Surasak หรือ Banyan Tree Residences ใกล้ BTS Sala Daeng มีเจ้าของห้องเป็นชาวต่างชาติจำนวนมาก เจ้าของเหล่านี้มักจ้างเอเจนต์ที่ใช้สัญญาภาษาอังกฤษเป็นเทมเพลตมาตรฐาน
นอกจากนี้ บริษัทบริหารอสังหาฯ ระดับนานาชาติที่ดูแลการปล่อยเช่าก็ใช้สัญญาภาษาอังกฤษเหมือนกัน เพราะออกแบบมาให้ใช้ได้กับผู้เช่าทุกสัญชาติ แต่ปัญหาคือ ผู้เช่าคนไทยหลายคนอ่านแล้วไม่เข้าใจ 100% โดยเฉพาะศัพท์กฎหมายที่แม้แต่คนอังกฤษเองก็ยังต้องอ่านซ้ำ
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ ตามกฎหมายไทย สัญญาเช่าที่ทำในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเสมอ ไม่ว่าจะเขียนเป็นภาษาอะไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537-571 ที่ว่าด้วยเรื่องการเช่าทรัพย์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก กรมที่ดิน
สัญญาเช่าภาษาอังกฤษจะมีศัพท์กฎหมายที่ดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วรู้ไม่กี่คำก็เข้าใจภาพรวมทั้งสัญญาได้ ลองจำคำเหล่านี้ไว้
"Security Deposit" คือเงินประกัน ปกติ 2 เดือน "Advance Rental" คือค่าเช่าล่วงหน้า ปกติ 1 เดือน รวมแล้วต้องจ่ายก่อนเข้า 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ "Penalty Clause" คือข้อกำหนดค่าปรับ ส่วนใหญ่จะเจอในเรื่องออกก่อนสัญญาหมด
"Wear and Tear" คือการสึกหรอตามปกติ เช่น สีผนังซีดลงเพราะใช้งาน ตามหลักแล้วเจ้าของต้องรับผิดชอบเอง ไม่ควรถูกหักจากเงินประกัน "Reinstatement" คือการคืนสภาพห้อง ถ้าเจอคำนี้ต้องอ่านดี ๆ เพราะอาจหมายถึงต้องทาสีใหม่ ซ่อมรอยตะปู หรือแม้แต่ถอดม่านที่ติดเองทั้งหมด
"Force Majeure" คือเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ โรคระบาด ถ้าเกิดเหตุเหล่านี้สัญญาจะระงับชั่วคราวหรือยกเลิกได้โดยไม่ผิดสัญญา ต้องเช็กว่ามีข้อนี้อยู่ในสัญญาหรือเปล่า
1. ข้อกำหนดเรื่องการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด, นี่คือกับดักอันดับ 1 สัญญาหลายฉบับเขียนว่า "Tenant shall forfeit the entire security deposit if terminating before the lease period" แปลว่าออกก่อน เงินประกัน 2 เดือนหายหมด ห้องเช่า 25,000 บาทต่อเดือน เท่ากับเสีย 50,000 บาททันที
2. ค่าใช้จ่ายที่ "ซ่อน" อยู่ในสัญญา, บางสัญญาเขียนว่าผู้เช่าต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาส่วนกลาง (Common Area Maintenance) เอง ทั้ง ๆ ที่ปกติเจ้าของต้องจ่าย ค่าส่วนกลางคอนโดในกรุงเทพอยู่ที่ประมาณ 40-80 บาทต่อตารางเมตร ห้อง 35 ตร.ม. อาจเสียเพิ่ม 1,400-2,800 บาทต่อเดือน
3. เงื่อนไขการต่อสัญญา, ต้องดูว่าสัญญาเขียนเรื่องต่อสัญญาไว้อย่างไร บางฉบับเขียนว่า "Rental rate may be adjusted upon renewal" โดยไม่ระบุเพดาน หมายความว่าเจ้าของอาจขึ้นค่าเช่า 20-30% ก็ได้ ควรเจรจาให้ใส่ตัวเลขเพดานขึ้นค่าเช่า เช่น ไม่เกิน 5-10% ต่อปี
4. ข้อห้ามที่ไม่ได้อ่าน, เช่น ห้ามเลี้ยงสัตว์ ห้ามสูบบุหรี่ในห้อง ห้ามปล่อยช่วง (Subletting) บางสัญญาถึงขั้นห้ามเปลี่ยนรหัสล็อกดิจิทัลโดยไม่แจ้งเจ้าของ ถ้าทำผิดอาจถูกยกเลิกสัญญาได้ทันที
5. เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ผู้เช่าบางคนไม่รู้ว่าตามกฎหมาย กรมสรรพากร หากผู้เช่าเป็นนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากค่าเช่า แต่สัญญาบางฉบับเขียนว่า "Tenant shall pay rental net of all taxes" หมายความว่าผู้เช่าต้องรับภาระภาษีแทนเจ้าของ ต้องอ่านตรงนี้ให้ชัด
อย่างแรกเลย ขอสัญญาฉบับภาษาไทยควบคู่กัน ถ้าเจ้าของหรือเอเจนต์ไม่มีให้ ให้ขอเวลาแปลเอง หรือจ้างนักแปลกฎหมายแปลให้ ค่าแปลอยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาท คุ้มมากเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเสียเงินหลายหมื่น
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
อย่างที่สอง ถ่ายรูปสภาพห้องทุกจุดก่อนเข้าอยู่ แล้วแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เรียกว่า "Condition Report" ถ้าสัญญาไม่มีส่วนนี้ ให้ทำเองแล้วให้ทั้งสองฝ่ายเซ็นรับรอง จะได้ไม่มีปัญหาตอนคืนห้อง
อย่างที่สาม เช็กว่าสัญญาเขียนเรื่องค่าน้ำค่าไฟไว้อย่างไร คอนโดบางแห่งคิดค่าไฟหน่วยละ 8-9 บาท ทั้งที่การไฟฟ้าคิดแค่ 4-5 บาท ถ้าเจอแบบนี้ ให้ต่อรองให้จ่ายตามมิเตอร์จริง
อย่างสุดท้าย ถ้าสัญญามีข้อไหนที่ไม่เข้าใจ อย่าเขินที่จะถาม ขอให้เจ้าของอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าต่อมาเกิดปัญหา จะได้มีหลักฐานอ้างอิง
เพื่อนคนนึงเช่าห้องที่ Ideo Q Siam-Ratchathewi ใกล้ BTS Ratchathewi ค่าเช่า 22,000 บาทต่อเดือน สัญญาภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า "Lessee shall be responsible for all repair and maintenance costs" ไม่ได้แยกว่าซ่อมเล็กหรือซ่อมใหญ่ พอแอร์พัง ซ่อมหมดไป 8,500 บาท เจ้าของบอกผู้เช่าจ่ายเองตามสัญญา ทั้งที่แอร์มันเก่าตั้งแต่ก่อนเข้าอยู่
อีกเคสนึง เช่าห้องที่ Life Asoke-Rama 9 ใกล้ MRT Rama 9 ค่าเช่า 18,000 บาท สัญญาเขียนว่า "Minimum lease period 12 months, early termination will result in forfeiture of security deposit" พอทำงานได้ 8 เดือน บริษัทย้ายออฟฟิศไป Nonthaburi ต้องเสียเงินประกัน 36,000 บาทเปล่า ๆ เพราะไม่ได้อ่านข้อนี้ตอนเซ็น
เคสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเจ้าของไม่ดี แต่เพราะผู้เช่าไม่ได้อ่านสัญญาอย่างละเอียดก่อนเซ็น ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ได้ถาม สุดท้ายเสียเงินและเสียความรู้สึก
ปัญหาสัญญาเช่าส่วนใหญ่เกิดจากการรีบตัดสินใจ เห็นห้องสวย ทำเลดี ราคาพอได้ ก็รีบเซ็นเพราะกลัวหลุด แต่ถ้ามีเวลาเปรียบเทียบหลาย ๆ ห้อง ดูสัญญาของแต่ละที่ ก็จะเลือกได้ห้องที่ทั้งถูกใจและสัญญายุติธรรม
การเช่าคอนโดไม่ใช่แค่เรื่องห้องสวยหรือทำเลดี แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขในสัญญาที่จะอยู่กับเราตลอด 12 เดือนหรือมากกว่านั้น อ่านให้จบ ถามให้ชัด ต่อรองให้ได้ แล้วค่อยเซ็น
สรุปง่าย ๆ สัญญาเช่าภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัว ถ้ารู้ว่าต้องดูตรงไหน จำศัพท์สำคัญไว้สัก 10 คำ เช็ก 5 จุดอันตรายที่บอกไป ขอฉบับแปลภาษาไทยควบคู่ ถ่ายรูปสภาพห้อง และอย่าเขินที่จะต่อ
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ