Guides
ค่าไฟ เน็ต และอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องเพิ่มเติมเมื่อทำงานจากบ้าน

สรุป
ทำงานจากบ้านในคอนโดอาจดูประหยัดกว่า แต่จริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากมาย ตั้งแต่บิลค่าไฟฟ้าพุ่ง ค่าอินเทอร์เน็ตต้องอัปเกรด ไปจนถึงค่าอุปกรณ์สำนักงาน เก้า
ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา การทำงานจากที่พักกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หลายคนที่เช่าคอนโดในกรุงเทพอาจเคยคิดว่า "ทำงานอยู่บ้านน่าจะประหยัดกว่าไปออฟฟิศ" แต่พอลองนั่งทำจริงสักเดือนสองเดือน บิลค่าไฟพุ่ง ค่าเน็ตต้องอัปเกรด เก้าอี้นั่งทำงานก็ต้องซื้อใหม่ สรุปคือค่าใช้จ่ายไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายจากค่ารถมาเป็นค่าอยู่บ้านแทน
บทความนี้จะพามาคำนวณกันชัด ๆ ว่าถ้าคุณ work from home ในคอนโดกรุงเทพ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง ต้องเตรียมงบเท่าไหร่ และมีวิธีจัดการยังไงให้ไม่บานปลาย
ค่าไฟคือค่าใช้จ่ายที่กระโดดขึ้นชัดเจนที่สุดเมื่อทำงานจากคอนโด เพราะปกติถ้าออกไปทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แอร์จะเปิดแค่ช่วงเย็นถึงดึก แต่พอ work from home แอร์ต้องเปิดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บวกกับคอมพิวเตอร์ จอมอนิเตอร์ และไฟในห้องที่เปิดตลอดวัน
ตามข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง ค่าไฟที่อยู่อาศัยคิดตามหน่วยแบบขั้นบันได ยิ่งใช้มากยิ่งแพง คอนโดห้องเล็ก 25-30 ตร.ม. ถ้าออกไปทำงานปกติ ค่าไฟอยู่ประมาณ 800-1,500 บาทต่อเดือน แต่พอ work from home เต็มเวลา ค่าไฟจะขยับขึ้นเป็น 2,000-3,500 บาทต่อเดือนเลย เพิ่มขึ้นราว 1,000-2,000 บาท
ถ้าห้องคุณเป็นแบบที่เจ้าของคอนโดคิดค่าไฟเหมาหน่วยละ 7-8 บาท (ซึ่งสูงกว่าอัตราการไฟฟ้าเกือบเท่าตัว) ก็ยิ่งเจ็บหนัก ตรงนี้ต้องเช็กสัญญาเช่าให้ดีก่อนตัดสินใจเลย
คอนโดหลายแห่งในกรุงเทพมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ เช่น Lumpini Suite Phetchaburi-Makkasan ใกล้สถานี Airport Rail Link มักกะสัน หรือ The Base Park West สุขุมวิท 77 ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช แต่เน็ตฟรีเหล่านี้มักเป็นแบบแชร์ทั้งตึก ความเร็วอยู่ที่ 10-30 Mbps ซึ่งใช้ดูยูทูบก็พอไหว แต่ถ้าต้องประชุมวิดีโอคอลทั้งวัน อัปโหลดไฟล์ใหญ่ หรือทำงานกราฟิก มันไม่รอดแน่นอน
ส่วนใหญ่คนที่ work from home จริงจังจะต้องติดเน็ตส่วนตัวเพิ่ม แพ็กเกจไฟเบอร์ออปติกความเร็ว 200-300 Mbps จากผู้ให้บริการอย่าง AIS Fibre, TRUE หรือ 3BB อยู่ที่ประมาณ 500-700 บาทต่อเดือน ถ้าต้องการ 1 Gbps ก็ขยับไปที่ 900-1,200 บาท ค่าใช้จ่ายตรงนี้ต้องบวกเข้าไปด้วย
คอนโดเช่าในกรุงเทพส่วนใหญ่มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์พื้นฐาน เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งเล็ก ๆ แต่ไม่ค่อยมีโต๊ะทำงานจริงจังหรือเก้าอี้ที่รองรับหลังดี ๆ ถ้านั่งทำงานบนเตียงหรือโต๊ะกินข้าวทั้งวัน สัปดาห์เดียวก็ปวดหลังแล้ว
ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ทำงานที่ต้องเตรียมคร่าว ๆ ได้แก่ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ 3,000-8,000 บาท โต๊ะทำงานขนาดพอเหมาะกับห้องคอนโด 1,500-4,000 บาท จอมอนิเตอร์เสริม 3,500-7,000 บาท และอุปกรณ์เสริมอย่างหูฟังตัดเสียง โคมไฟตั้งโต๊ะ ปลั๊กพ่วงกันไฟกระชาก รวมกันอีกประมาณ 1,000-3,000 บาท
ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่รวมกันอาจสูงถึง 10,000-20,000 บาท ซึ่งต้องคิดไว้ในงบย้ายเข้าคอนโดด้วย
ค่าน้ำในคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักจาก work from home เพราะการทำงานไม่ได้ใช้น้ำเยอะ แต่ถ้าคุณเป็นสายทำกาแฟเอง ล้างจานบ่อยขึ้น ทำอาหารเองทุกมื้อเพราะไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ค่าน้ำก็อาจขยับจาก 100-200 บาท เป็น 300-400 บาทต่อเดือน
ส่วนค่าส่วนกลางนั้นเจ้าของห้องเป็นคนจ่ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คุณต้องสนใจคือ ค่าส่วนกลางแพงมักแปลว่ามี co-working space ในตึกให้ใช้ คอนโดใหม่ ๆ อย่าง Life Asoke Hype ใกล้สถานี MRT เพชรบุรี หรือ Whizdom Essence สุขุมวิท 101 ใกล้สถานี BTS ปุณณวิถี มักมีพื้นที่ทำงานส่วนกลาง มีโต๊ะ เก้าอี้ปลั๊กไฟ และอินเทอร์เน็ตให้ใช้ฟรี ช่วยประหยัดค่าไฟในห้องได้เยอะเลย
หลายคนคิดว่า work from home แล้วจะประหยัดค่าอาหารเพราะไม่ต้องกินข้าวราคาแพงแถวออฟฟิศ แต่ความจริงคือค่าสั่งอาหารผ่านแอปมันแพงกว่ากินเองเยอะมาก ค่าอาหารหนึ่งมื้อผ่าน Grab หรือ LINE MAN ตกอยู่ที่ 100-200 บาท รวมค่าส่ง ถ้าสั่งวันละ 2 มื้อก็ 6,000-12,000 บาทต่อเดือน
เทียบกับการซื้อวัตถุดิบมาทำเองซึ่งตกมื้อละ 40-80 บาท ก็ต่างกันเท่าตัว แต่ถ้าคอนโดมีห้องครัวแค่เตาไฟฟ้าเล็ก ๆ การทำอาหารจริงจังก็ลำบาก ตรงนี้ต้องคิดดี ๆ ตอนเลือกห้อง
ส่วนค่ากาแฟ ถ้าคุณเป็นสายคาเฟ่ เดิมอาจซื้อกาแฟแถวออฟฟิศวันละแก้ว พอ work from home ก็เปลี่ยนมาซื้อแถวคอนโดแทน ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ เว้นแต่จะลงทุนซื้อเครื่องชงกาแฟเอง
ลองมาดูภาพรวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อเดือนเทียบกันชัด ๆ ระหว่างทำงานที่ออฟฟิศกับ work from home เต็มเวลาในคอนโดห้อง 25-30 ตร.ม.
จะเห็นว่าแม้จะประหยัดค่าเดินทางไปได้พอสมควร แต่ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์ก็ขยับขึ้นมาแทน สรุปแล้วค่าใช้จ่ายเพิ่มสุทธิอยู่ที่ประมาณ 900-6,100 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
ถ้ารู้ตัวว่าต้อง work from home เป็นหลัก การเลือกคอนโดให้เหมาะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก มีหลักง่าย ๆ คือ
ข้อแรก เลือกห้องที่มิเตอร์ไฟตรงกับการไฟฟ้า ไม่ใช่แบบเจ้าของบวกเพิ่ม ตรงนี้ตามข้อมูลจากDDproperty ค่าไฟหน่วยละ 4-5 บาทตามอัตราการไฟฟ้า กับหน่วยละ 7-8 บาทที่เจ้าของคิดเอง ต่างกันเดือนละ 500-1,500 บาทเลย
ข้อสอง เลือกคอนโดที่มี co-working space สวย ๆ ในตึก คอนโดอย่าง Ideo Mobi สุขุมวิท 66 ใกล้สถานี BTS อุดมสุข หรือ KnightsBridge Prime สาทร ใกล้สถานี BTS ช่องนนทรี มีพื้นที่ทำงานส่วนกลางที่ใช้งานได้ดี ช่วยให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในห้องทั้งวัน
ข้อสาม พิจารณาขนาดห้อง ห้อง 1 ห้องนอนขนาด 30-35 ตร.ม. ขึ้นไป จะมีพื้นที่วางโต๊ะทำงานแยกจากเตียงได้ ไม่ต้องนั่งทำงานบนเตียงแล้วนอนไม่หลับ คอนโดย่านรัชดา-ลาดพร้าว เช่น Chapter One Midtown ลาดพร้าว 24 ใกล้สถานี MRT ลาดพร้าว ห้อง 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. ค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 12,000-16,000 บาทต่อเดือน ถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนทำงานจากบ้าน
ข้อสี่ อย่าลืมเช็กว่าแถวคอนโดมีร้านอาหาร ตลาด หรือร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ หรือเปล่า เพราะจะช่วยลดค่าสั่งอาหารผ่านแอปได้มาก ย่านที่มีตัวเลือกอาหารเยอะและราคาสบายกระเป๋า เช่น แถวอารีย์ ลาดพร้าว หรือบางนา จะช่วยให้ค่ากินอยู่ไม่พุ่งจนเกินไป
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก work from home ในคอนโดมีจริง โดยเฉพาะค่าไฟและค่าอาหาร แต่ถ้าเลือกคอนโดที่เหมาะสม มีมิเตอร์ไฟตรง มี co-working space ห้องขนาดพอเหมาะ และอยู่ในย่านที่กินอยู่สะดวก ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ในระดับที่จัดการได้ และยังประหยัดค่าเดินท
ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา การทำงานจากที่พักกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หลายคนที่เช่าคอนโดในกรุงเทพอาจเคยคิดว่า "ทำงานอยู่บ้านน่าจะประหยัดกว่าไปออฟฟิศ" แต่พอลองนั่งทำจริงสักเดือนสองเดือน บิลค่าไฟพุ่ง ค่าเน็ตต้องอัปเกรด เก้าอี้นั่งทำงานก็ต้องซื้อใหม่ สรุปคือค่าใช้จ่ายไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายจากค่ารถมาเป็นค่าอยู่บ้านแทน
บทความนี้จะพามาคำนวณกันชัด ๆ ว่าถ้าคุณ work from home ในคอนโดกรุงเทพ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง ต้องเตรียมงบเท่าไหร่ และมีวิธีจัดการยังไงให้ไม่บานปลาย
ค่าไฟคือค่าใช้จ่ายที่กระโดดขึ้นชัดเจนที่สุดเมื่อทำงานจากคอนโด เพราะปกติถ้าออกไปทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แอร์จะเปิดแค่ช่วงเย็นถึงดึก แต่พอ work from home แอร์ต้องเปิดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บวกกับคอมพิวเตอร์ จอมอนิเตอร์ และไฟในห้องที่เปิดตลอดวัน
ตามข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง ค่าไฟที่อยู่อาศัยคิดตามหน่วยแบบขั้นบันได ยิ่งใช้มากยิ่งแพง คอนโดห้องเล็ก 25-30 ตร.ม. ถ้าออกไปทำงานปกติ ค่าไฟอยู่ประมาณ 800-1,500 บาทต่อเดือน แต่พอ work from home เต็มเวลา ค่าไฟจะขยับขึ้นเป็น 2,000-3,500 บาทต่อเดือนเลย เพิ่มขึ้นราว 1,000-2,000 บาท
ถ้าห้องคุณเป็นแบบที่เจ้าของคอนโดคิดค่าไฟเหมาหน่วยละ 7-8 บาท (ซึ่งสูงกว่าอัตราการไฟฟ้าเกือบเท่าตัว) ก็ยิ่งเจ็บหนัก ตรงนี้ต้องเช็กสัญญาเช่าให้ดีก่อนตัดสินใจเลย
คอนโดหลายแห่งในกรุงเทพมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ เช่น Lumpini Suite Phetchaburi-Makkasan ใกล้สถานี Airport Rail Link มักกะสัน หรือ The Base Park West สุขุมวิท 77 ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช แต่เน็ตฟรีเหล่านี้มักเป็นแบบแชร์ทั้งตึก ความเร็วอยู่ที่ 10-30 Mbps ซึ่งใช้ดูยูทูบก็พอไหว แต่ถ้าต้องประชุมวิดีโอคอลทั้งวัน อัปโหลดไฟล์ใหญ่ หรือทำงานกราฟิก มันไม่รอดแน่นอน
ส่วนใหญ่คนที่ work from home จริงจังจะต้องติดเน็ตส่วนตัวเพิ่ม แพ็กเกจไฟเบอร์ออปติกความเร็ว 200-300 Mbps จากผู้ให้บริการอย่าง AIS Fibre, TRUE หรือ 3BB อยู่ที่ประมาณ 500-700 บาทต่อเดือน ถ้าต้องการ 1 Gbps ก็ขยับไปที่ 900-1,200 บาท ค่าใช้จ่ายตรงนี้ต้องบวกเข้าไปด้วย
คอนโดเช่าในกรุงเทพส่วนใหญ่มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์พื้นฐาน เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งเล็ก ๆ แต่ไม่ค่อยมีโต๊ะทำงานจริงจังหรือเก้าอี้ที่รองรับหลังดี ๆ ถ้านั่งทำงานบนเตียงหรือโต๊ะกินข้าวทั้งวัน สัปดาห์เดียวก็ปวดหลังแล้ว
ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ทำงานที่ต้องเตรียมคร่าว ๆ ได้แก่ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ 3,000-8,000 บาท โต๊ะทำงานขนาดพอเหมาะกับห้องคอนโด 1,500-4,000 บาท จอมอนิเตอร์เสริม 3,500-7,000 บาท และอุปกรณ์เสริมอย่างหูฟังตัดเสียง โคมไฟตั้งโต๊ะ ปลั๊กพ่วงกันไฟกระชาก รวมกันอีกประมาณ 1,000-3,000 บาท
ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่รวมกันอาจสูงถึง 10,000-20,000 บาท ซึ่งต้องคิดไว้ในงบย้ายเข้าคอนโดด้วย
ค่าน้ำในคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักจาก work from home เพราะการทำงานไม่ได้ใช้น้ำเยอะ แต่ถ้าคุณเป็นสายทำกาแฟเอง ล้างจานบ่อยขึ้น ทำอาหารเองทุกมื้อเพราะไม่ได้ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ค่าน้ำก็อาจขยับจาก 100-200 บาท เป็น 300-400 บาทต่อเดือน
ส่วนค่าส่วนกลางนั้นเจ้าของห้องเป็นคนจ่ายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คุณต้องสนใจคือ ค่าส่วนกลางแพงมักแปลว่ามี co-working space ในตึกให้ใช้ คอนโดใหม่ ๆ อย่าง Life Asoke Hype ใกล้สถานี MRT เพชรบุรี หรือ Whizdom Essence สุขุมวิท 101 ใกล้สถานี BTS ปุณณวิถี มักมีพื้นที่ทำงานส่วนกลาง มีโต๊ะ เก้าอี้ปลั๊กไฟ และอินเทอร์เน็ตให้ใช้ฟรี ช่วยประหยัดค่าไฟในห้องได้เยอะเลย
หลายคนคิดว่า work from home แล้วจะประหยัดค่าอาหารเพราะไม่ต้องกินข้าวราคาแพงแถวออฟฟิศ แต่ความจริงคือค่าสั่งอาหารผ่านแอปมันแพงกว่ากินเองเยอะมาก ค่าอาหารหนึ่งมื้อผ่าน Grab หรือ LINE MAN ตกอยู่ที่ 100-200 บาท รวมค่าส่ง ถ้าสั่งวันละ 2 มื้อก็ 6,000-12,000 บาทต่อเดือน
เทียบกับการซื้อวัตถุดิบมาทำเองซึ่งตกมื้อละ 40-80 บาท ก็ต่างกันเท่าตัว แต่ถ้าคอนโดมีห้องครัวแค่เตาไฟฟ้าเล็ก ๆ การทำอาหารจริงจังก็ลำบาก ตรงนี้ต้องคิดดี ๆ ตอนเลือกห้อง
ส่วนค่ากาแฟ ถ้าคุณเป็นสายคาเฟ่ เดิมอาจซื้อกาแฟแถวออฟฟิศวันละแก้ว พอ work from home ก็เปลี่ยนมาซื้อแถวคอนโดแทน ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ เว้นแต่จะลงทุนซื้อเครื่องชงกาแฟเอง
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
ลองมาดูภาพรวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อเดือนเทียบกันชัด ๆ ระหว่างทำงานที่ออฟฟิศกับ work from home เต็มเวลาในคอนโดห้อง 25-30 ตร.ม.
จะเห็นว่าแม้จะประหยัดค่าเดินทางไปได้พอสมควร แต่ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์ก็ขยับขึ้นมาแทน สรุปแล้วค่าใช้จ่ายเพิ่มสุทธิอยู่ที่ประมาณ 900-6,100 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
ถ้ารู้ตัวว่าต้อง work from home เป็นหลัก การเลือกคอนโดให้เหมาะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก มีหลักง่าย ๆ คือ
ข้อแรก เลือกห้องที่มิเตอร์ไฟตรงกับการไฟฟ้า ไม่ใช่แบบเจ้าของบวกเพิ่ม ตรงนี้ตามข้อมูลจากDDproperty ค่าไฟหน่วยละ 4-5 บาทตามอัตราการไฟฟ้า กับหน่วยละ 7-8 บาทที่เจ้าของคิดเอง ต่างกันเดือนละ 500-1,500 บาทเลย
ข้อสอง เลือกคอนโดที่มี co-working space สวย ๆ ในตึก คอนโดอย่าง Ideo Mobi สุขุมวิท 66 ใกล้สถานี BTS อุดมสุข หรือ KnightsBridge Prime สาทร ใกล้สถานี BTS ช่องนนทรี มีพื้นที่ทำงานส่วนกลางที่ใช้งานได้ดี ช่วยให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในห้องทั้งวัน
ข้อสาม พิจารณาขนาดห้อง ห้อง 1 ห้องนอนขนาด 30-35 ตร.ม. ขึ้นไป จะมีพื้นที่วางโต๊ะทำงานแยกจากเตียงได้ ไม่ต้องนั่งทำงานบนเตียงแล้วนอนไม่หลับ คอนโดย่านรัชดา-ลาดพร้าว เช่น Chapter One Midtown ลาดพร้าว 24 ใกล้สถานี MRT ลาดพร้าว ห้อง 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. ค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 12,000-16,000 บาทต่อเดือน ถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนทำงานจากบ้าน
ข้อสี่ อย่าลืมเช็กว่าแถวคอนโดมีร้านอาหาร ตลาด หรือร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ หรือเปล่า เพราะจะช่วยลดค่าสั่งอาหารผ่านแอปได้มาก ย่านที่มีตัวเลือกอาหารเยอะและราคาสบายกระเป๋า เช่น แถวอารีย์ ลาดพร้าว หรือบางนา จะช่วยให้ค่ากินอยู่ไม่พุ่งจนเกินไป
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก work from home ในคอนโดมีจริง โดยเฉพาะค่าไฟและค่าอาหาร แต่ถ้าเลือกคอนโดที่เหมาะสม มีมิเตอร์ไฟตรง มี co-working space ห้องขนาดพอเหมาะ และอยู่ในย่านที่กินอยู่สะดวก ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ในระดับที่จัดการได้ และยังประหยัดค่าเดินท
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ