Guides
ค้นหาโซลูชันการทำงานจากบ้านในคอนโดกรุงเทพ พื้นที่ดีไซน์ฉลาดที่รองรับ WFH อย่างเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

สรุป
คนที่ทำงาน WFH ต้องการพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่นั่งบนเตียงหรือโซฟา บทความนี้สำรวจดีไซน์คอนโดที่มีโรมแรมทำงานในห้อง พร้อมเคล็ดลับจัดระเบียบพื้นที่เพื
ใครที่ทำงานจากบ้านมาสักพักน่าจะเข้าใจดีว่า การนั่งทำงานบนเตียง บนโซฟา หรือบนโต๊ะกินข้าวตัวเล็กๆ มันไม่ใช่ทางออกระยะยาว หลังปวด คอเมื่อย สมาธิหลุด แถมพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ทำงานปนกันจนเบลอไปหมด ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่ออยู่คอนโดในกรุงเทพที่พื้นที่จำกัด
ข่าวดีคือ ดีเวลอปเปอร์ยุคใหม่เริ่มเข้าใจเทรนด์นี้แล้ว คอนโดหลายโครงการออกแบบห้องมาพร้อมพื้นที่ทำงานในตัว ตั้งแต่มุมโต๊ะเล็กๆ ไปจนถึงห้องทำงานแยกเลย แต่จะเลือกแบบไหนดี ราคาต่างกันแค่ไหน แล้วย่านไหนตอบโจทย์คนทำงาน Work From Home มากที่สุด บทความนี้จะพาไปดูทุกมุมเลย
จากข้อมูลของ DDproperty ระบุว่าผู้เช่าคอนโดในกรุงเทพกว่า 40% ให้ความสำคัญกับพื้นที่ทำงานในห้องเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเลือกที่พัก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid เริ่มเป็นมาตรฐานในหลายบริษัท
การมีโต๊ะทำงานในห้องไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่มันส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง เมื่อสมองจดจำได้ว่า "ตรงนี้คือที่ทำงาน" มันจะเข้าสู่โหมดโฟกัสเร็วกว่าการนั่งทำงานบนเตียงหรือโซฟาที่สมองจำว่าเป็นที่พักผ่อน
นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องสุขภาพกายด้วย โต๊ะทำงานที่ความสูงเหมาะสมกับเก้าอี้ที่ซัพพอร์ตหลังได้ ช่วยลดอาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดข้อมือที่เกิดจากท่านั่งทำงานผิดสรีระได้มาก
แบบที่ 1: มุมโต๊ะทำงานบิลท์อิน, เป็นแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในคอนโดยุคใหม่ โดยเฉพาะห้อง Studio และ 1 ห้องนอน ดีเวลอปเปอร์จะบิลท์อินโต๊ะทำงานติดผนังไว้ให้ มักอยู่ใกล้หน้าต่างเพื่อให้ได้แสงธรรมชาติ พื้นที่ประมาณ 1-1.5 ตารางเมตร เพียงพอสำหรับวางโน้ตบุ๊กและจอมอนิเตอร์ 1 ตัว
แบบที่ 2: โซนทำงานในห้องนอน, คอนโดบางโครงการออกแบบให้มีส่วนหนึ่งของห้องนอนเป็นพื้นที่ทำงาน แยกจากส่วนนอนด้วยชั้นวางหรือม่าน ข้อดีคือเงียบและเป็นส่วนตัว แต่ข้อเสียคือต้องมีวินัยสูงเพราะเตียงอยู่ใกล้มาก ห้องขนาด 30-35 ตารางเมตรขึ้นไปถึงจะทำแบบนี้ได้สบาย
แบบที่ 3: ห้องทำงานแยกในห้อง 2 ห้องนอน, ถ้าอยู่คนเดียวและเช่าห้อง 2 ห้องนอน สามารถเปลี่ยนห้องนอนเล็กเป็นห้องทำงานเต็มรูปแบบได้เลย มีประตูปิด เสียงไม่รบกวน ประชุมออนไลน์สะดวก ราคาจะแพงกว่าห้อง 1 ห้องนอนประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน แต่คุ้มค่ามากสำหรับคนที่ทำงานจากบ้านเต็มเวลา
แบบที่ 4: Co-Working Space ในโครงการ, คอนโดใหม่หลายแห่งมีพื้นที่ Co-Working ส่วนกลางให้ลูกบ้านใช้ฟรี บางที่มีห้องประชุมส่วนตัวด้วย ข้อดีคือไม่ต้องเสียพื้นที่ในห้อง ข้อเสียคือต้องแชร์กับคนอื่น และอาจไม่สะดวกถ้าต้องประชุมบ่อยหรือทำงานดึก
คนทำงานจากบ้านไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ออฟฟิศ แต่ยังต้องการความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ลองดูย่านเหล่านี้
อารีย์-สะพานควาย (สาย BTS สายสุขุมวิท), ย่านนี้เป็นที่โปรดของฟรีแลนซ์และคนทำงานรีโมตมานาน ร้านกาแฟเยอะ บรรยากาศดี คอนโดมีโต๊ะทำงานหาได้ง่าย ราคาเช่า 1 ห้องนอนอยู่ที่ประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อเดือน โครงการอย่าง The Line พหลฯ-ประดิพัทธ์ หรือ Ideo Q Victory มีดีไซน์ที่รองรับการทำงานในห้องได้ดี
เอกมัย-ทองหล่อ (สาย BTS สายสุขุมวิท), เหมาะกับคนที่ต้องการไลฟ์สไตล์ครบ ทำงานเสร็จก็ออกไปกินข้าวหรือออกกำลังกายได้สะดวก คอนโดย่านนี้มักมีขนาดห้องใหญ่กว่า เหมาะกับการจัดมุมทำงาน ราคาเช่า 1 ห้องนอนประมาณ 18,000-35,000 บาทต่อเดือน โครงการอย่าง Taka Haus Ekamai 12 หรือ Park Origin Thonglor น่าสนใจ
ลาดพร้าว-รัชดา (สาย MRT สายสีน้ำเงิน), ถ้าต้องการราคาย่อมเยากว่าแต่ยังสะดวก ย่านนี้ตอบโจทย์มาก สถานี MRT ลาดพร้าว, MRT พหลโยธิน, MRT รัชดาภิเษก มีคอนโดใหม่เยอะ ห้องกว้างในราคาที่ดีกว่า ราคาเช่า 1 ห้องนอนประมาณ 12,000-20,000 บาทต่อเดือน โครงการอย่าง Life Ladprao หรือ M Ladprao มีพื้นที่ส่วนกลางที่มี Co-Working Space ให้ใช้ด้วย
บางนา-แบริ่ง (สาย BTS สายสุขุมวิท ส่วนต่อขยาย), สำหรับคนที่ต้องการห้องใหญ่ในงบจำกัด สถานี BTS แบริ่ง หรือ BTS บางนา มีคอนโดห้องขนาด 35-45 ตารางเมตรในราคาเช่าแค่ 10,000-16,000 บาทต่อเดือน ห้องใหญ่พอที่จะจัดมุมทำงานได้สบายๆ แถมยังใกล้ BITEC บางนาและ Central บางนาอีกด้วย
อินเทอร์เน็ต, ข้อนี้สำคัญที่สุด ถามเจ้าของห้องหรือนิติบุคคลว่ามีไฟเบอร์ออปติกถึงห้องไหม ความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ บางคอนโดเก่ารองรับได้แค่ 100 Mbps ในขณะที่คอนโดใหม่ส่วนใหญ่รองรับได้ถึง 1 Gbps ถ้าต้องวิดีโอคอลบ่อย ควรได้อย่างน้อย 200 Mbps ข้อมูลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสามารถเช็กได้จาก สำนักงาน กสทช.
เสียงรบกวน, ลองไปดูห้องในช่วงเวลาที่จะทำงานจริง เช่น วันจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงบ่าย ฟังดูว่าเสียงจากถนน จากห้องข้างๆ หรือจากส่วนกลางรบกวนไหม ห้องที่อยู่ชั้นสูงมักเงียบกว่า แต่ก็ต้องระวังเสียงลมในบางทำเล
แสงธรรมชาติ, ห้องที่หน้าต่างหันไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกจะได้แสงที่นุ่มนวล ไม่แยงตามากในช่วงบ่าย เหมาะกับการทำงานหน้าจอ ห้องหันทิศตะวันตกจะร้อนมากในช่วงบ่ายและแสงจ้า ต้องใช้ม่านบังอย่างดี
ปลั๊กไฟ, ดูว่าบริเวณที่จะวางโต๊ะทำงานมีปลั๊กไฟเพียงพอไหม ต้องเสียบโน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ ที่ชาร์จมือถือ โคมไฟ และอุปกรณ์อื่นๆ ถ้าปลั๊กไม่พอต้องใช้ปลั๊กพ่วง ซึ่งอาจไม่สะดวกและไม่สวยงาม
ค่าไฟ, คนทำงานจากบ้านใช้ไฟมากกว่าคนที่ไปออฟฟิศ เพราะเปิดแอร์ทั้งวัน เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ถามเจ้าของห้องว่าคิดค่าไฟอัตราไหน คอนโดบางแห่งคิดค่าไฟหน่วยละ 4-5 บาท ซึ่งสูงกว่า อัตราของการไฟฟ้านครหลวง ที่อยู่ราวๆ หน่วยละ 3.5-4 บาท ค่าไฟของคน Work From Home อาจสูงถึง 2,500-4,000 บาทต่อเดือน ต้องคำนวณรวมในงบด้วย
ถ้าคอนโดที่เช่าไม่ได้มีโต๊ะทำงานมาให้ หรือมีแต่ไม่ตรงใจ สามารถจัดเองได้ โต๊ะทำงานขนาดกว้าง 100-120 ซม. ลึก 50-60 ซม. เป็นขนาดที่เหมาะกับคอนโดที่สุด ใหญ่พอวางโน้ตบุ๊กกับจอมอนิเตอร์ แต่ไม่กินพื้นที่มากเกินไป
เก้าอี้ทำงานเป็นอีกอย่างที่ห้ามประหยัด เก้าอี้เออร์โกโนมิกส์ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,000-5,000 บาท ถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับค่ารักษาอาการปวดหลัง ถ้าพื้นที่จำกัดจริงๆ โต๊ะพับติดผนังก็เป็นทางเลือกที่ดี พับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน ทำให้ห้องโล่งขึ้น
ชั้นวางแบบติดผนังช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บโดยไม่กินพื้นที่พื้น เหมาะกับวางหนังสือ อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือของตกแต่งที่ช่วยให้มุมทำงานดูน่านั่งขึ้น แต่ก่อนเจาะผนังต้องถามเจ้าของห้องก่อนเสมอ
สิ่งที่ต้องพิจารณาหลักๆ คือ ขนาดห้อง ดีไซน์พื้นที่ทำงาน อินเทอร์
ใครที่ทำงานจากบ้านมาสักพักน่าจะเข้าใจดีว่า การนั่งทำงานบนเตียง บนโซฟา หรือบนโต๊ะกินข้าวตัวเล็กๆ มันไม่ใช่ทางออกระยะยาว หลังปวด คอเมื่อย สมาธิหลุด แถมพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ทำงานปนกันจนเบลอไปหมด ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่ออยู่คอนโดในกรุงเทพที่พื้นที่จำกัด
ข่าวดีคือ ดีเวลอปเปอร์ยุคใหม่เริ่มเข้าใจเทรนด์นี้แล้ว คอนโดหลายโครงการออกแบบห้องมาพร้อมพื้นที่ทำงานในตัว ตั้งแต่มุมโต๊ะเล็กๆ ไปจนถึงห้องทำงานแยกเลย แต่จะเลือกแบบไหนดี ราคาต่างกันแค่ไหน แล้วย่านไหนตอบโจทย์คนทำงาน Work From Home มากที่สุด บทความนี้จะพาไปดูทุกมุมเลย
จากข้อมูลของ DDproperty ระบุว่าผู้เช่าคอนโดในกรุงเทพกว่า 40% ให้ความสำคัญกับพื้นที่ทำงานในห้องเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเลือกที่พัก ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากเทรนด์การทำงานแบบ Hybrid เริ่มเป็นมาตรฐานในหลายบริษัท
การมีโต๊ะทำงานในห้องไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่มันส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง เมื่อสมองจดจำได้ว่า "ตรงนี้คือที่ทำงาน" มันจะเข้าสู่โหมดโฟกัสเร็วกว่าการนั่งทำงานบนเตียงหรือโซฟาที่สมองจำว่าเป็นที่พักผ่อน
นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องสุขภาพกายด้วย โต๊ะทำงานที่ความสูงเหมาะสมกับเก้าอี้ที่ซัพพอร์ตหลังได้ ช่วยลดอาการปวดคอ ปวดหลัง และปวดข้อมือที่เกิดจากท่านั่งทำงานผิดสรีระได้มาก
แบบที่ 1: มุมโต๊ะทำงานบิลท์อิน, เป็นแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในคอนโดยุคใหม่ โดยเฉพาะห้อง Studio และ 1 ห้องนอน ดีเวลอปเปอร์จะบิลท์อินโต๊ะทำงานติดผนังไว้ให้ มักอยู่ใกล้หน้าต่างเพื่อให้ได้แสงธรรมชาติ พื้นที่ประมาณ 1-1.5 ตารางเมตร เพียงพอสำหรับวางโน้ตบุ๊กและจอมอนิเตอร์ 1 ตัว
แบบที่ 2: โซนทำงานในห้องนอน, คอนโดบางโครงการออกแบบให้มีส่วนหนึ่งของห้องนอนเป็นพื้นที่ทำงาน แยกจากส่วนนอนด้วยชั้นวางหรือม่าน ข้อดีคือเงียบและเป็นส่วนตัว แต่ข้อเสียคือต้องมีวินัยสูงเพราะเตียงอยู่ใกล้มาก ห้องขนาด 30-35 ตารางเมตรขึ้นไปถึงจะทำแบบนี้ได้สบาย
แบบที่ 3: ห้องทำงานแยกในห้อง 2 ห้องนอน, ถ้าอยู่คนเดียวและเช่าห้อง 2 ห้องนอน สามารถเปลี่ยนห้องนอนเล็กเป็นห้องทำงานเต็มรูปแบบได้เลย มีประตูปิด เสียงไม่รบกวน ประชุมออนไลน์สะดวก ราคาจะแพงกว่าห้อง 1 ห้องนอนประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน แต่คุ้มค่ามากสำหรับคนที่ทำงานจากบ้านเต็มเวลา
แบบที่ 4: Co-Working Space ในโครงการ, คอนโดใหม่หลายแห่งมีพื้นที่ Co-Working ส่วนกลางให้ลูกบ้านใช้ฟรี บางที่มีห้องประชุมส่วนตัวด้วย ข้อดีคือไม่ต้องเสียพื้นที่ในห้อง ข้อเสียคือต้องแชร์กับคนอื่น และอาจไม่สะดวกถ้าต้องประชุมบ่อยหรือทำงานดึก
คนทำงานจากบ้านไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ออฟฟิศ แต่ยังต้องการความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ลองดูย่านเหล่านี้
อารีย์-สะพานควาย (สาย BTS สายสุขุมวิท), ย่านนี้เป็นที่โปรดของฟรีแลนซ์และคนทำงานรีโมตมานาน ร้านกาแฟเยอะ บรรยากาศดี คอนโดมีโต๊ะทำงานหาได้ง่าย ราคาเช่า 1 ห้องนอนอยู่ที่ประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อเดือน โครงการอย่าง The Line พหลฯ-ประดิพัทธ์ หรือ Ideo Q Victory มีดีไซน์ที่รองรับการทำงานในห้องได้ดี
เอกมัย-ทองหล่อ (สาย BTS สายสุขุมวิท), เหมาะกับคนที่ต้องการไลฟ์สไตล์ครบ ทำงานเสร็จก็ออกไปกินข้าวหรือออกกำลังกายได้สะดวก คอนโดย่านนี้มักมีขนาดห้องใหญ่กว่า เหมาะกับการจัดมุมทำงาน ราคาเช่า 1 ห้องนอนประมาณ 18,000-35,000 บาทต่อเดือน โครงการอย่าง Taka Haus Ekamai 12 หรือ Park Origin Thonglor น่าสนใจ
ลาดพร้าว-รัชดา (สาย MRT สายสีน้ำเงิน), ถ้าต้องการราคาย่อมเยากว่าแต่ยังสะดวก ย่านนี้ตอบโจทย์มาก สถานี MRT ลาดพร้าว, MRT พหลโยธิน, MRT รัชดาภิเษก มีคอนโดใหม่เยอะ ห้องกว้างในราคาที่ดีกว่า ราคาเช่า 1 ห้องนอนประมาณ 12,000-20,000 บาทต่อเดือน โครงการอย่าง Life Ladprao หรือ M Ladprao มีพื้นที่ส่วนกลางที่มี Co-Working Space ให้ใช้ด้วย
บางนา-แบริ่ง (สาย BTS สายสุขุมวิท ส่วนต่อขยาย), สำหรับคนที่ต้องการห้องใหญ่ในงบจำกัด สถานี BTS แบริ่ง หรือ BTS บางนา มีคอนโดห้องขนาด 35-45 ตารางเมตรในราคาเช่าแค่ 10,000-16,000 บาทต่อเดือน ห้องใหญ่พอที่จะจัดมุมทำงานได้สบายๆ แถมยังใกล้ BITEC บางนาและ Central บางนาอีกด้วย
อินเทอร์เน็ต, ข้อนี้สำคัญที่สุด ถามเจ้าของห้องหรือนิติบุคคลว่ามีไฟเบอร์ออปติกถึงห้องไหม ความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ บางคอนโดเก่ารองรับได้แค่ 100 Mbps ในขณะที่คอนโดใหม่ส่วนใหญ่รองรับได้ถึง 1 Gbps ถ้าต้องวิดีโอคอลบ่อย ควรได้อย่างน้อย 200 Mbps ข้อมูลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสามารถเช็กได้จาก สำนักงาน กสทช.
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
เสียงรบกวน, ลองไปดูห้องในช่วงเวลาที่จะทำงานจริง เช่น วันจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงบ่าย ฟังดูว่าเสียงจากถนน จากห้องข้างๆ หรือจากส่วนกลางรบกวนไหม ห้องที่อยู่ชั้นสูงมักเงียบกว่า แต่ก็ต้องระวังเสียงลมในบางทำเล
แสงธรรมชาติ, ห้องที่หน้าต่างหันไปทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกจะได้แสงที่นุ่มนวล ไม่แยงตามากในช่วงบ่าย เหมาะกับการทำงานหน้าจอ ห้องหันทิศตะวันตกจะร้อนมากในช่วงบ่ายและแสงจ้า ต้องใช้ม่านบังอย่างดี
ปลั๊กไฟ, ดูว่าบริเวณที่จะวางโต๊ะทำงานมีปลั๊กไฟเพียงพอไหม ต้องเสียบโน้ตบุ๊ก จอมอนิเตอร์ ที่ชาร์จมือถือ โคมไฟ และอุปกรณ์อื่นๆ ถ้าปลั๊กไม่พอต้องใช้ปลั๊กพ่วง ซึ่งอาจไม่สะดวกและไม่สวยงาม
ค่าไฟ, คนทำงานจากบ้านใช้ไฟมากกว่าคนที่ไปออฟฟิศ เพราะเปิดแอร์ทั้งวัน เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ถามเจ้าของห้องว่าคิดค่าไฟอัตราไหน คอนโดบางแห่งคิดค่าไฟหน่วยละ 4-5 บาท ซึ่งสูงกว่า อัตราของการไฟฟ้านครหลวง ที่อยู่ราวๆ หน่วยละ 3.5-4 บาท ค่าไฟของคน Work From Home อาจสูงถึง 2,500-4,000 บาทต่อเดือน ต้องคำนวณรวมในงบด้วย
ถ้าคอนโดที่เช่าไม่ได้มีโต๊ะทำงานมาให้ หรือมีแต่ไม่ตรงใจ สามารถจัดเองได้ โต๊ะทำงานขนาดกว้าง 100-120 ซม. ลึก 50-60 ซม. เป็นขนาดที่เหมาะกับคอนโดที่สุด ใหญ่พอวางโน้ตบุ๊กกับจอมอนิเตอร์ แต่ไม่กินพื้นที่มากเกินไป
เก้าอี้ทำงานเป็นอีกอย่างที่ห้ามประหยัด เก้าอี้เออร์โกโนมิกส์ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,000-5,000 บาท ถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับค่ารักษาอาการปวดหลัง ถ้าพื้นที่จำกัดจริงๆ โต๊ะพับติดผนังก็เป็นทางเลือกที่ดี พับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน ทำให้ห้องโล่งขึ้น
ชั้นวางแบบติดผนังช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บโดยไม่กินพื้นที่พื้น เหมาะกับวางหนังสือ อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือของตกแต่งที่ช่วยให้มุมทำงานดูน่านั่งขึ้น แต่ก่อนเจาะผนังต้องถามเจ้าของห้องก่อนเสมอ
สิ่งที่ต้องพิจารณาหลักๆ คือ ขนาดห้อง ดีไซน์พื้นที่ทำงาน อินเทอร์
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ