Guides
คู่มือแก้ปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียเมื่อใกล้จะย้ายออกจากห้องพัก

สรุป
ใกล้จะย้ายออกแล้วแต่เจอปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย? ไม่รู้ว่าต้องซ่อมเองหรือเจ้าของห้องจะต้องรับผิดชอบบ้าง บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของคุณอย่
เคยมั้ย? อยู่คอนโดมาเกือบครบสัญญา แอร์ก็ดันไม่เย็น เครื่องซักผ้าก็เริ่มมีเสียงดังผิดปกติ ไมโครเวฟก็กดแล้วไม่ทำงาน ใกล้จะย้ายออกแล้วแต่เจอปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียแบบนี้ หลายคนเริ่มกังวลว่าจะโดนหักค่าประกันหรือเปล่า ต้องซ่อมเองไหม หรือเจ้าของห้องต้องรับผิดชอบ วันนี้เรามาคุยกันให้ชัดเจนเลยว่าควรทำยังไง จะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรี แล้วก็ไม่ต้องทะเลาะกับเจ้าของห้องด้วยนะ
ก่อนจะรีบหาช่างมาซ่อม เรามาทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ์กันก่อน ตาม กรมที่ดิน และหลักกฎหมายเช่าทรัพย์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี และต้องซ่อมแซมสิ่งที่เสียหายจากการใช้งานตามปกติ
แปลง่ายๆ ก็คือ ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เจ้าของห้องจัดหาให้มาพร้อมห้อง อย่างแอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น พวกนี้เสียจากการใช้งานตามปกติ เจ้าของห้องต้องรับผิดชอบซ่อมหรือเปลี่ยนให้ แต่ถ้าเสียเพราะเราใช้ผิดวิธี ทำตก ทำหล่น หรือใช้งานแบบสุดโต่งจนพัง อันนี้เราต้องรับผิดชอบเอง
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกลับไปอ่านสัญญาเช่า เพราะหลายสัญญาจะระบุชัดเจนว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนเจ้าของรับผิดชอบ ชิ้นไหนผู้เช่ารับผิดชอบ บางสัญญาแบ่งเป็นค่าซ่อมต่ำกว่า 2,000 บาท ผู้เช่าออกเอง สูงกว่านั้นเจ้าของรับ แต่ละเจ้าของก็มีเงื่อนไขต่างกันไป
จากประสบการณ์คนเช่าคอนโดในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นโครงการยอดนิยมอย่าง Lumpini Suite ดินแดง-ราชปรารภ ใกล้สถานี BTS ราชปรารภ หรือ The Base Park West สุขุมวิท 77 ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มักมีปัญหาก่อนย้ายออกก็คล้ายๆ กัน
อันดับหนึ่งคือแอร์ ไม่เย็น มีกลิ่น น้ำหยด เป็นปัญหาที่เจอกันแทบทุกห้อง โดยเฉพาะห้องที่ไม่ได้ล้างแอร์มาเป็นปี ตามมาด้วยเครื่องทำน้ำอุ่นที่ไม่ร้อนหรือน้ำไหลอ่อน เครื่องซักผ้าที่เริ่มมีเสียงดังหรือปั่นไม่แห้ง ตู้เย็นที่ไม่เย็นหรือมีน้ำแข็งเกาะหนา และไมโครเวฟที่กดแล้วไม่ทำงานหรือจอดับ
ข้อมูลจาก DDproperty ระบุว่าค่าซ่อมแอร์ขนาด 12,000 BTU เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับอาการ ส่วนถ้าต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ตกประมาณ 12,000-20,000 บาทเลยทีเดียว
หลักง่ายๆ คือดูอายุการใช้งานกับค่าซ่อม ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอายุเกิน 5-7 ปี แล้วค่าซ่อมเกินครึ่งหนึ่งของราคาเครื่องใหม่ ก็ควรเปลี่ยนเลยจะคุ้มกว่า แต่ถ้ายังใหม่อยู่ เสียแค่เล็กน้อย ซ่อมแล้วใช้ได้อีกนาน ก็ซ่อมไป
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจเอง สิ่งที่ต้องทำก่อนคือ แจ้งเจ้าของห้องทันที อย่าไปซ่อมหรือเปลี่ยนเองโดยไม่บอก เพราะบางเจ้าของห้องมีช่างประจำที่ราคาถูกกว่า หรืออาจมีประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว ถ้าเราไปซ่อมเองแล้วเคลมค่าใช้จ่ายทีหลัง เจ้าของห้องอาจไม่ยอมจ่ายก็ได้
แนะนำให้ถ่ายรูปและวิดีโอสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง แล้วส่งแจ้งเจ้าของห้องผ่านแชทหรืออีเมลที่มีลายลักษณ์อักษร อย่าแจ้งแค่ทางโทรศัพท์เพราะจะไม่มีหลักฐานยืนยัน
*หมายเหตุ: ราคาเป็นการประมาณจากราคาตลาดในกรุงเทพ ปี 2024-2025 ราคาจริงขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขั้นตอนที่ 1 คือ ตรวจสอบสัญญาเช่า อ่านให้ละเอียดว่ามีข้อกำหนดเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้อย่างไร มีรายการทรัพย์สินแนบท้ายสัญญาหรือเปล่า เพราะเอกสารตัวนี้คือตัวตัดสินว่าใครต้องจ่าย
ขั้นตอนที่ 2 คือ ถ่ายรูปและวิดีโอ บันทึกสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียอย่างละเอียด ทั้งภายนอกและอาการที่เสีย เปิดให้ดูว่ามันไม่ทำงานจริง แล้วเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 3 คือ แจ้งเจ้าของห้องเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งรูปพร้อมอธิบายอาการผ่าน LINE หรืออีเมล แล้วรอให้เจ้าของตอบกลับว่าจะจัดการอย่างไร อย่าลืมแคปแชทเก็บไว้ทุกครั้ง
ขั้นตอนที่ 4 คือ ตกลงกันเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าเจ้าของบอกให้ซ่อม ก็ตกลงกันว่าใครจ่าย ใครเรียกช่าง ถ้าต้องเปลี่ยน ก็คุยกันว่าจะหักจากค่าประกันหรือเจ้าของออกให้ทั้งหมด ทุกอย่างควรมีการยืนยันเป็นข้อความ
ขั้นตอนที่ 5 คือ เก็บใบเสร็จทุกใบ ไม่ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยน ใบเสร็จค่าช่าง ค่าอะไหล่ ค่าเครื่องใหม่ เก็บไว้ให้หมด เผื่อต้องเคลมหรือต้องใช้เป็นหลักฐานตอนคืนค่าประกัน
จริงๆ แล้วการป้องกันปัญหาเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้า ตอนรับกุญแจห้องควรถ่ายรูปและวิดีโอเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นไว้เลย เปิดทดสอบทุกเครื่องว่าใช้งานได้ปกติ แล้วทำรายการ (checklist) ร่วมกับเจ้าของห้องหรือนิติบุคคล
ระหว่างอยู่ก็ดูแลรักษาตามปกติ อย่างแอร์ควรล้างอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ตู้เย็นอย่าตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไป เครื่องซักผ้าอย่าใส่ผ้าเกินพิกัด พวกนี้เป็นการใช้งานตามปกติที่จะช่วยยืดอายุเครื่อง แล้วถ้าเกิดปัญหาอะไรก็แจ้งเจ้าของทันที อย่ารอจนใกล้ย้ายออกค่อยบอก เพราะจะดูเหมือนเราปล่อยปละละเลย
สำหรับคนที่เช่าคอนโดในย่านยอดนิยมอย่าง Ideo Mobi สุขุมวิท ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช ราคาเช่าประมาณ 12,000-18,000 บาทต่อเดือน หรือ Life Asoke Hype ใกล้สถานี MRT พระราม 9 ราคาเช่า 15,000-22,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เจ้าของห้องในโครงการเหล่านี้จะค่อนข้างดูแลดี เพราะเป็นห้องลงทุนที่ต้องการรักษามูลค่า แต่ก็มีบ้างที่เจอเจ้าของห้องที่ไม่ค่อยรับผิดชอบ
เรื่องนี้เจอกันบ่อยมาก โดยเฉพาะกับเจ้าของห้องที่ไม่ค่อยใส่ใจ ถ้าแจ้งไปแล้วเจ้าของไม่ตอบหรือบ่ายเบี่ยงไม่ยอมซ่อม สิ่งแรกที่ควรทำคือส่งหนังสือแจ้งเป็นทางการ ระบุให้ชัดว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนเสีย เสียตั้งแต่เมื่อไหร่ แจ้งไปแล้วกี่ครั้ง และขอให้ดำเนินการภายในกี่วัน
ถ้ายังไม่ได้ผล สามารถร้องเรียนไปที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เลย เพราะสัญญาเช่าถือเป็นสัญญาที่ สคบ. ดูแล หรือจะปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการทางกฎหมายก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วแค่ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ เจ้าของห้องก็มักจะยอมจัดการให้
อีกทางเลือกหนึ่งคือพูดคุยกันดีๆ เสนอว่าเราซ่อมเองได้ แต่ขอหักจากค่าเช่าเดือนสุดท้ายหรือค่าประกัน วิธีนี้ได้ผลบ่อยที่สุด เพราะเจ้าของห้องไม่ต้องมายุ่งยากหาช่างเอง แค่อย่าลืมทำเป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันกันไว้ก็พอ
เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียก่อนย้ายออกจากคอนโดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเรามีหลักฐานครบ อ่านสัญญาเช่าดีๆ แล
เคยมั้ย? อยู่คอนโดมาเกือบครบสัญญา แอร์ก็ดันไม่เย็น เครื่องซักผ้าก็เริ่มมีเสียงดังผิดปกติ ไมโครเวฟก็กดแล้วไม่ทำงาน ใกล้จะย้ายออกแล้วแต่เจอปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียแบบนี้ หลายคนเริ่มกังวลว่าจะโดนหักค่าประกันหรือเปล่า ต้องซ่อมเองไหม หรือเจ้าของห้องต้องรับผิดชอบ วันนี้เรามาคุยกันให้ชัดเจนเลยว่าควรทำยังไง จะได้ไม่ต้องเสียเงินฟรี แล้วก็ไม่ต้องทะเลาะกับเจ้าของห้องด้วยนะ
ก่อนจะรีบหาช่างมาซ่อม เรามาทำความเข้าใจเรื่องสิทธิ์กันก่อน ตาม กรมที่ดิน และหลักกฎหมายเช่าทรัพย์ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี และต้องซ่อมแซมสิ่งที่เสียหายจากการใช้งานตามปกติ
แปลง่ายๆ ก็คือ ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เจ้าของห้องจัดหาให้มาพร้อมห้อง อย่างแอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น พวกนี้เสียจากการใช้งานตามปกติ เจ้าของห้องต้องรับผิดชอบซ่อมหรือเปลี่ยนให้ แต่ถ้าเสียเพราะเราใช้ผิดวิธี ทำตก ทำหล่น หรือใช้งานแบบสุดโต่งจนพัง อันนี้เราต้องรับผิดชอบเอง
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกลับไปอ่านสัญญาเช่า เพราะหลายสัญญาจะระบุชัดเจนว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนเจ้าของรับผิดชอบ ชิ้นไหนผู้เช่ารับผิดชอบ บางสัญญาแบ่งเป็นค่าซ่อมต่ำกว่า 2,000 บาท ผู้เช่าออกเอง สูงกว่านั้นเจ้าของรับ แต่ละเจ้าของก็มีเงื่อนไขต่างกันไป
จากประสบการณ์คนเช่าคอนโดในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นโครงการยอดนิยมอย่าง Lumpini Suite ดินแดง-ราชปรารภ ใกล้สถานี BTS ราชปรารภ หรือ The Base Park West สุขุมวิท 77 ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มักมีปัญหาก่อนย้ายออกก็คล้ายๆ กัน
อันดับหนึ่งคือแอร์ ไม่เย็น มีกลิ่น น้ำหยด เป็นปัญหาที่เจอกันแทบทุกห้อง โดยเฉพาะห้องที่ไม่ได้ล้างแอร์มาเป็นปี ตามมาด้วยเครื่องทำน้ำอุ่นที่ไม่ร้อนหรือน้ำไหลอ่อน เครื่องซักผ้าที่เริ่มมีเสียงดังหรือปั่นไม่แห้ง ตู้เย็นที่ไม่เย็นหรือมีน้ำแข็งเกาะหนา และไมโครเวฟที่กดแล้วไม่ทำงานหรือจอดับ
ข้อมูลจาก DDproperty ระบุว่าค่าซ่อมแอร์ขนาด 12,000 BTU เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับอาการ ส่วนถ้าต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ตกประมาณ 12,000-20,000 บาทเลยทีเดียว
หลักง่ายๆ คือดูอายุการใช้งานกับค่าซ่อม ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอายุเกิน 5-7 ปี แล้วค่าซ่อมเกินครึ่งหนึ่งของราคาเครื่องใหม่ ก็ควรเปลี่ยนเลยจะคุ้มกว่า แต่ถ้ายังใหม่อยู่ เสียแค่เล็กน้อย ซ่อมแล้วใช้ได้อีกนาน ก็ซ่อมไป
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจเอง สิ่งที่ต้องทำก่อนคือ แจ้งเจ้าของห้องทันที อย่าไปซ่อมหรือเปลี่ยนเองโดยไม่บอก เพราะบางเจ้าของห้องมีช่างประจำที่ราคาถูกกว่า หรืออาจมีประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว ถ้าเราไปซ่อมเองแล้วเคลมค่าใช้จ่ายทีหลัง เจ้าของห้องอาจไม่ยอมจ่ายก็ได้
แนะนำให้ถ่ายรูปและวิดีโอสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง แล้วส่งแจ้งเจ้าของห้องผ่านแชทหรืออีเมลที่มีลายลักษณ์อักษร อย่าแจ้งแค่ทางโทรศัพท์เพราะจะไม่มีหลักฐานยืนยัน
*หมายเหตุ: ราคาเป็นการประมาณจากราคาตลาดในกรุงเทพ ปี 2024-2025 ราคาจริงขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขั้นตอนที่ 1 คือ ตรวจสอบสัญญาเช่า อ่านให้ละเอียดว่ามีข้อกำหนดเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้อย่างไร มีรายการทรัพย์สินแนบท้ายสัญญาหรือเปล่า เพราะเอกสารตัวนี้คือตัวตัดสินว่าใครต้องจ่าย
ขั้นตอนที่ 2 คือ ถ่ายรูปและวิดีโอ บันทึกสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียอย่างละเอียด ทั้งภายนอกและอาการที่เสีย เปิดให้ดูว่ามันไม่ทำงานจริง แล้วเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 3 คือ แจ้งเจ้าของห้องเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งรูปพร้อมอธิบายอาการผ่าน LINE หรืออีเมล แล้วรอให้เจ้าของตอบกลับว่าจะจัดการอย่างไร อย่าลืมแคปแชทเก็บไว้ทุกครั้ง
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
ขั้นตอนที่ 4 คือ ตกลงกันเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าเจ้าของบอกให้ซ่อม ก็ตกลงกันว่าใครจ่าย ใครเรียกช่าง ถ้าต้องเปลี่ยน ก็คุยกันว่าจะหักจากค่าประกันหรือเจ้าของออกให้ทั้งหมด ทุกอย่างควรมีการยืนยันเป็นข้อความ
ขั้นตอนที่ 5 คือ เก็บใบเสร็จทุกใบ ไม่ว่าจะซ่อมหรือเปลี่ยน ใบเสร็จค่าช่าง ค่าอะไหล่ ค่าเครื่องใหม่ เก็บไว้ให้หมด เผื่อต้องเคลมหรือต้องใช้เป็นหลักฐานตอนคืนค่าประกัน
จริงๆ แล้วการป้องกันปัญหาเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้า ตอนรับกุญแจห้องควรถ่ายรูปและวิดีโอเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นไว้เลย เปิดทดสอบทุกเครื่องว่าใช้งานได้ปกติ แล้วทำรายการ (checklist) ร่วมกับเจ้าของห้องหรือนิติบุคคล
ระหว่างอยู่ก็ดูแลรักษาตามปกติ อย่างแอร์ควรล้างอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ตู้เย็นอย่าตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไป เครื่องซักผ้าอย่าใส่ผ้าเกินพิกัด พวกนี้เป็นการใช้งานตามปกติที่จะช่วยยืดอายุเครื่อง แล้วถ้าเกิดปัญหาอะไรก็แจ้งเจ้าของทันที อย่ารอจนใกล้ย้ายออกค่อยบอก เพราะจะดูเหมือนเราปล่อยปละละเลย
สำหรับคนที่เช่าคอนโดในย่านยอดนิยมอย่าง Ideo Mobi สุขุมวิท ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช ราคาเช่าประมาณ 12,000-18,000 บาทต่อเดือน หรือ Life Asoke Hype ใกล้สถานี MRT พระราม 9 ราคาเช่า 15,000-22,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เจ้าของห้องในโครงการเหล่านี้จะค่อนข้างดูแลดี เพราะเป็นห้องลงทุนที่ต้องการรักษามูลค่า แต่ก็มีบ้างที่เจอเจ้าของห้องที่ไม่ค่อยรับผิดชอบ
เรื่องนี้เจอกันบ่อยมาก โดยเฉพาะกับเจ้าของห้องที่ไม่ค่อยใส่ใจ ถ้าแจ้งไปแล้วเจ้าของไม่ตอบหรือบ่ายเบี่ยงไม่ยอมซ่อม สิ่งแรกที่ควรทำคือส่งหนังสือแจ้งเป็นทางการ ระบุให้ชัดว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนเสีย เสียตั้งแต่เมื่อไหร่ แจ้งไปแล้วกี่ครั้ง และขอให้ดำเนินการภายในกี่วัน
ถ้ายังไม่ได้ผล สามารถร้องเรียนไปที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เลย เพราะสัญญาเช่าถือเป็นสัญญาที่ สคบ. ดูแล หรือจะปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการทางกฎหมายก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วแค่ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ เจ้าของห้องก็มักจะยอมจัดการให้
อีกทางเลือกหนึ่งคือพูดคุยกันดีๆ เสนอว่าเราซ่อมเองได้ แต่ขอหักจากค่าเช่าเดือนสุดท้ายหรือค่าประกัน วิธีนี้ได้ผลบ่อยที่สุด เพราะเจ้าของห้องไม่ต้องมายุ่งยากหาช่างเอง แค่อย่าลืมทำเป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันกันไว้ก็พอ
เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียก่อนย้ายออกจากคอนโดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเรามีหลักฐานครบ อ่านสัญญาเช่าดีๆ แล
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ