Guides
เปิดเผยวิธีคำนวณค่าน้ำค่าไฟในคอนโด และตรวจสอบว่าค่าใช้บริการของคุณสูงกว่าอัตราตลาดหรือไม่

สรุป
บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณค่าน้ำค่าไฟในคอนโดเช่า ซึ่งมักสูงกว่าอัตราของการไฟฟ้าและการประปาธรรมชาติหลายเท่า พร้อมให้เคล็ดลับตรวจสอบว่าคุณถูกเรียกเก็บเกินราคาต
ย้ายเข้าคอนโดใหม่ ค่าเช่าก็จ่ายตรงตามสัญญา แต่พอบิลค่าน้ำค่าไฟมาถึง หลายคนถึงกับตกใจ, "ทำไมค่าไฟยูนิตละ 8 บาท?" ทั้งที่การไฟฟ้าคิดแค่ยูนิตละ 3-4 บาท ค่าน้ำก็เหมือนกัน บางนิติบุคคลคิดยูนิตละ 20-25 บาท ทั้งที่การประปาคิดแค่หลักสิบต้นๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาคลาสสิกของคนเช่าคอนโดในกรุงเทพที่ต้องรู้ก่อนเซ็นสัญญา ไม่งั้นจะเจ็บตัวทุกเดือน บทความนี้จะพาไปดูทุกรายละเอียด ตั้งแต่ต้นทุนจริง วิธีคำนวณ ไปจนถึงสิทธิ์ตามกฎหมายของผู้เช่า
ก่อนจะรู้ว่าเจ้าของห้องหรือนิติบุคคลคิดแพงไปหรือเปล่า เราต้องรู้ต้นทุนจริงก่อน ค่าไฟฟ้าจาก การไฟฟ้านครหลวง (MEA) สำหรับที่พักอาศัยคิดแบบขั้นบันได เริ่มต้นที่ประมาณ 3.25 บาทต่อยูนิต สำหรับ 150 ยูนิตแรก และขยับขึ้นไปตามปริมาณการใช้ โดยเฉลี่ยแล้วค่าไฟจริงตกประมาณ 3.50-4.50 บาทต่อยูนิต ขึ้นอยู่กับค่า Ft ที่ปรับทุก 4 เดือน
ส่วนค่าน้ำประปาจาก การประปานครหลวง (MWA) คิดแบบขั้นบันไดเช่นกัน เริ่มต้นที่ 8.50 บาทต่อยูนิต (ยูนิตละ 1 ลูกบาศก์เมตร) สำหรับ 10 ยูนิตแรก และขยับขึ้นเป็น 10.03 บาท, 10.79 บาท ตามลำดับ คนอยู่คอนโดคนเดียวใช้น้ำประมาณ 3-6 ยูนิตต่อเดือน ค่าน้ำจริงตกแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้น
ในตลาดเช่าคอนโดกรุงเทพ มี 2 รูปแบบหลักที่เจอบ่อย รูปแบบแรกคือ "คิดตามมิเตอร์จริง" ซึ่งเจ้าของห้องจ่ายบิลตรงกับการไฟฟ้าและการประปา แล้วเรียกเก็บจากผู้เช่าตามจำนวนที่ใช้จริง วิธีนี้แฟร์ที่สุด แต่พบได้ไม่บ่อยนักในคอนโดปล่อยเช่า
รูปแบบที่สองคือ "คิดเรตคงที่ต่อยูนิต" ซึ่งพบได้ทั่วไป เจ้าของห้องหรือนิติบุคคลจะกำหนดค่าไฟยูนิตละ 6-9 บาท และค่าน้ำยูนิตละ 18-25 บาท ส่วนต่างที่เกิดขึ้นเจ้าของห้องมองว่าเป็นค่าดูแลมิเตอร์ ค่าบริหารจัดการ หรือค่าส่วนกลางบางส่วนที่แฝงเข้ามา
นอกจากนี้ยังมีคอนโดบางแห่ง โดยเฉพาะคอนโดที่บริหารโดยนิติบุคคลแบบรวมศูนย์ เช่นคอนโดย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง หรือดินแดง ที่ติดตั้งมิเตอร์ย่อยของนิติบุคคลเอง ไม่ได้ใช้มิเตอร์ตรงจากการไฟฟ้า แบบนี้นิติบุคคลจะเป็นคนกำหนดเรตเอง ซึ่งมักจะสูงกว่าเรตจริงพอสมควร
คำตอบสั้นๆ คือ ได้ แต่มีเงื่อนไข ตาม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศเรื่องสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย กำหนดให้ผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาได้ไม่เกินอัตราที่การไฟฟ้าและการประปาเรียกเก็บจริง แต่ประกาศนี้บังคับใช้กับ "สถานที่เช่าเพื่ออยู่อาศัย" อย่างอพาร์ตเมนต์และหอพักเป็นหลัก
สำหรับคอนโดมิเนียม สถานการณ์ซับซ้อนกว่า เพราะเจ้าของห้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การเช่าเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน ศาลมักตีความว่าถ้าผู้เช่าตกลงเซ็นสัญญาที่ระบุเรตค่าน้ำค่าไฟไว้ชัดเจน ก็ถือว่ายินยอม อย่างไรก็ตาม ถ้าเรตสูงเกินสมเหตุสมผลมาก ผู้เช่าสามารถร้องเรียน สคบ. ได้เช่นกัน
สรุปง่ายๆ คือ ก่อนเซ็นสัญญา ให้ดูเรตค่าน้ำค่าไฟในสัญญาให้ชัด ถ้าค่าไฟเกิน 8-9 บาทต่อยูนิต หรือค่าน้ำเกิน 25 บาทต่อยูนิต ควรเจรจาต่อรองก่อน
ลองมาคำนวณกันจริงๆ ว่าคนเช่าคอนโดในกรุงเทพจ่ายค่าน้ำค่าไฟเดือนละเท่าไหร่ สมมติอยู่คอนโด 1 ห้องนอน ขนาด 30 ตารางเมตร ใช้แอร์วันละ 8 ชั่วโมง เปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า ตามปกติ
ใช้ไฟประมาณ 200-350 ยูนิตต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับว่าเปิดแอร์กี่ตัว กี่ชั่วโมง) ถ้าเรตจริงจากการไฟฟ้ายูนิตละ 4 บาท ค่าไฟตกประมาณ 800-1,400 บาท แต่ถ้าเจ้าของห้องคิดยูนิตละ 7 บาท ค่าไฟจะกลายเป็น 1,400-2,450 บาท ส่วนต่างเดือนละ 600-1,050 บาทเลยทีเดียว
ค่าน้ำยิ่งเห็นชัด ใช้น้ำ 5 ยูนิตต่อเดือน เรตจริงตกประมาณ 45 บาท แต่ถ้าคิดยูนิตละ 20 บาท กลายเป็น 100 บาท ดูเหมือนไม่มาก แต่รวมทั้งปีก็หลายร้อย
จากตารางจะเห็นชัดว่า ส่วนต่างค่าน้ำค่าไฟที่ถูกบวกเพิ่มอาจทำให้คุณจ่ายเกินไปปีละ 10,000-20,000 บาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่น้อยๆ โดยเฉพาะถ้าค่าเช่าห้องอยู่ที่ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน เทียบเท่าค่าเช่าเกือบ 2 เดือนเลย
ข้อแรก ถามเรตค่าน้ำค่าไฟก่อนเสมอ อย่าดูแค่ค่าเช่ารายเดือน เพราะบางห้องค่าเช่าถูกแต่บวกค่าน้ำค่าไฟเยอะ สุดท้ายจ่ายรวมแพงกว่าห้องที่ค่าเช่าแพงกว่าแต่คิดค่าน้ำค่าไฟตามจริง
ข้อสอง เช็คว่ามิเตอร์เป็นของการไฟฟ้าตรงหรือมิเตอร์ย่อยของนิติบุคคล ถ้าเป็นมิเตอร์ตรง คุณสามารถขอจ่ายค่าไฟตรงกับการไฟฟ้าเองได้ ซึ่งจะถูกที่สุด คอนโดหลายแห่งย่านสุขุมวิท เช่น The Lumpini 24 ใกล้สถานี BTS พร้อมพงษ์ หรือ Ideo Mobi Sukhumvit ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช มีมิเตอร์ตรงของการไฟฟ้าให้ผู้เช่าจ่ายเองได้
ข้อสาม เจรจาให้ระบุเรตค่าน้ำค่าไฟในสัญญาอย่างชัดเจน ถ้าเจ้าของห้องคิดเรตสูง ลองต่อรองว่า "ขอเรตค่าไฟไม่เกิน 7 บาท ค่าน้ำไม่เกิน 18 บาท" หรือดีที่สุดคือ "ขอจ่ายตามบิลจริงของการไฟฟ้า" ข้อสี่ ขอดูบิลค่าน้ำค่าไฟย้อนหลัง 2-3 เดือนของห้องนั้น เพื่อประเมินว่าจะจ่ายเดือนละเท่าไหร่
ข้อห้า ถ้าอยู่แล้วรู้สึกว่าค่าน้ำค่าไฟสูงผิดปกติ ให้ถ่ายรูปมิเตอร์ทุกเดือนเพื่อตรวจสอบยูนิตที่ใช้จริง เทียบกับบิลที่เรียกเก็บ เคยมีกรณีที่ยูนิตในบิลไม่ตรงกับมิเตอร์จริง ซึ่งผู้เช่ามีสิทธิ์ทักท้วงได้
หลายคนสับสนระหว่างค่าส่วนกลางกับค่าน้ำค่าไฟ ค่าส่วนกลางคือค่าดูแลพื้นที่ส่วนรวมของคอนโด เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ล็อบบี้ ลิฟต์ รปภ. คิดตามขนาดห้อง ปกติเจ้าของห้องเป็นคนจ่าย ไม่ควรผลักภาระมาให้ผู้เช่า
แต่ในความเป็นจริง เจ้าของห้องบางคนแอบรวมค่าส่วนกลางเข้าไปในค่าเช่าหรือบวกเข้าไปในเรตค่าน้ำค่าไฟ เช่น คอนโดย่านพระราม 9 ใกล้สถานี MRT พระราม 9 ค่าส่วนกลางห้อง 30 ตารางเมตรประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อเดือน ถ้าเจ้าของห้องบวกเข้าไปในเรตค่าไฟ ก็จะทำให้ค่าไฟต่อยูนิตสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต
วิธีป้องกันคือ ถามตรงๆ ว่า "ค่าส่วนกลางใครจ่าย" ถ้าเจ้าของห้องบอกว่ารวมในค่าเช่าแล้วก็โอเค แต่ถ้าบอกว่าผู้เช่าต้องจ่ายเพิ่ม ให้คิดรวมเป็นต้นทุนต่อเดือนด้วย
ค่าน้ำค่าไฟในคอนโดเช่าอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ส่วนต่างที่สะสมตลอดทั้งสัญญา 1 ปีอาจสูงถึง 10,000-20,000 บาท สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถามเรตค่าน้ำค่าไฟก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง เปรียบเทียบกับเรตจริงของการไ
ย้ายเข้าคอนโดใหม่ ค่าเช่าก็จ่ายตรงตามสัญญา แต่พอบิลค่าน้ำค่าไฟมาถึง หลายคนถึงกับตกใจ, "ทำไมค่าไฟยูนิตละ 8 บาท?" ทั้งที่การไฟฟ้าคิดแค่ยูนิตละ 3-4 บาท ค่าน้ำก็เหมือนกัน บางนิติบุคคลคิดยูนิตละ 20-25 บาท ทั้งที่การประปาคิดแค่หลักสิบต้นๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาคลาสสิกของคนเช่าคอนโดในกรุงเทพที่ต้องรู้ก่อนเซ็นสัญญา ไม่งั้นจะเจ็บตัวทุกเดือน บทความนี้จะพาไปดูทุกรายละเอียด ตั้งแต่ต้นทุนจริง วิธีคำนวณ ไปจนถึงสิทธิ์ตามกฎหมายของผู้เช่า
ก่อนจะรู้ว่าเจ้าของห้องหรือนิติบุคคลคิดแพงไปหรือเปล่า เราต้องรู้ต้นทุนจริงก่อน ค่าไฟฟ้าจาก การไฟฟ้านครหลวง (MEA) สำหรับที่พักอาศัยคิดแบบขั้นบันได เริ่มต้นที่ประมาณ 3.25 บาทต่อยูนิต สำหรับ 150 ยูนิตแรก และขยับขึ้นไปตามปริมาณการใช้ โดยเฉลี่ยแล้วค่าไฟจริงตกประมาณ 3.50-4.50 บาทต่อยูนิต ขึ้นอยู่กับค่า Ft ที่ปรับทุก 4 เดือน
ส่วนค่าน้ำประปาจาก การประปานครหลวง (MWA) คิดแบบขั้นบันไดเช่นกัน เริ่มต้นที่ 8.50 บาทต่อยูนิต (ยูนิตละ 1 ลูกบาศก์เมตร) สำหรับ 10 ยูนิตแรก และขยับขึ้นเป็น 10.03 บาท, 10.79 บาท ตามลำดับ คนอยู่คอนโดคนเดียวใช้น้ำประมาณ 3-6 ยูนิตต่อเดือน ค่าน้ำจริงตกแค่ประมาณ 30-60 บาทเท่านั้น
ในตลาดเช่าคอนโดกรุงเทพ มี 2 รูปแบบหลักที่เจอบ่อย รูปแบบแรกคือ "คิดตามมิเตอร์จริง" ซึ่งเจ้าของห้องจ่ายบิลตรงกับการไฟฟ้าและการประปา แล้วเรียกเก็บจากผู้เช่าตามจำนวนที่ใช้จริง วิธีนี้แฟร์ที่สุด แต่พบได้ไม่บ่อยนักในคอนโดปล่อยเช่า
รูปแบบที่สองคือ "คิดเรตคงที่ต่อยูนิต" ซึ่งพบได้ทั่วไป เจ้าของห้องหรือนิติบุคคลจะกำหนดค่าไฟยูนิตละ 6-9 บาท และค่าน้ำยูนิตละ 18-25 บาท ส่วนต่างที่เกิดขึ้นเจ้าของห้องมองว่าเป็นค่าดูแลมิเตอร์ ค่าบริหารจัดการ หรือค่าส่วนกลางบางส่วนที่แฝงเข้ามา
นอกจากนี้ยังมีคอนโดบางแห่ง โดยเฉพาะคอนโดที่บริหารโดยนิติบุคคลแบบรวมศูนย์ เช่นคอนโดย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง หรือดินแดง ที่ติดตั้งมิเตอร์ย่อยของนิติบุคคลเอง ไม่ได้ใช้มิเตอร์ตรงจากการไฟฟ้า แบบนี้นิติบุคคลจะเป็นคนกำหนดเรตเอง ซึ่งมักจะสูงกว่าเรตจริงพอสมควร
คำตอบสั้นๆ คือ ได้ แต่มีเงื่อนไข ตาม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศเรื่องสัญญาเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย กำหนดให้ผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาได้ไม่เกินอัตราที่การไฟฟ้าและการประปาเรียกเก็บจริง แต่ประกาศนี้บังคับใช้กับ "สถานที่เช่าเพื่ออยู่อาศัย" อย่างอพาร์ตเมนต์และหอพักเป็นหลัก
สำหรับคอนโดมิเนียม สถานการณ์ซับซ้อนกว่า เพราะเจ้าของห้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การเช่าเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน ศาลมักตีความว่าถ้าผู้เช่าตกลงเซ็นสัญญาที่ระบุเรตค่าน้ำค่าไฟไว้ชัดเจน ก็ถือว่ายินยอม อย่างไรก็ตาม ถ้าเรตสูงเกินสมเหตุสมผลมาก ผู้เช่าสามารถร้องเรียน สคบ. ได้เช่นกัน
สรุปง่ายๆ คือ ก่อนเซ็นสัญญา ให้ดูเรตค่าน้ำค่าไฟในสัญญาให้ชัด ถ้าค่าไฟเกิน 8-9 บาทต่อยูนิต หรือค่าน้ำเกิน 25 บาทต่อยูนิต ควรเจรจาต่อรองก่อน
ลองมาคำนวณกันจริงๆ ว่าคนเช่าคอนโดในกรุงเทพจ่ายค่าน้ำค่าไฟเดือนละเท่าไหร่ สมมติอยู่คอนโด 1 ห้องนอน ขนาด 30 ตารางเมตร ใช้แอร์วันละ 8 ชั่วโมง เปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องซักผ้า ตามปกติ
ใช้ไฟประมาณ 200-350 ยูนิตต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับว่าเปิดแอร์กี่ตัว กี่ชั่วโมง) ถ้าเรตจริงจากการไฟฟ้ายูนิตละ 4 บาท ค่าไฟตกประมาณ 800-1,400 บาท แต่ถ้าเจ้าของห้องคิดยูนิตละ 7 บาท ค่าไฟจะกลายเป็น 1,400-2,450 บาท ส่วนต่างเดือนละ 600-1,050 บาทเลยทีเดียว
ค่าน้ำยิ่งเห็นชัด ใช้น้ำ 5 ยูนิตต่อเดือน เรตจริงตกประมาณ 45 บาท แต่ถ้าคิดยูนิตละ 20 บาท กลายเป็น 100 บาท ดูเหมือนไม่มาก แต่รวมทั้งปีก็หลายร้อย
จากตารางจะเห็นชัดว่า ส่วนต่างค่าน้ำค่าไฟที่ถูกบวกเพิ่มอาจทำให้คุณจ่ายเกินไปปีละ 10,000-20,000 บาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่น้อยๆ โดยเฉพาะถ้าค่าเช่าห้องอยู่ที่ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน เทียบเท่าค่าเช่าเกือบ 2 เดือนเลย
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ
ข้อแรก ถามเรตค่าน้ำค่าไฟก่อนเสมอ อย่าดูแค่ค่าเช่ารายเดือน เพราะบางห้องค่าเช่าถูกแต่บวกค่าน้ำค่าไฟเยอะ สุดท้ายจ่ายรวมแพงกว่าห้องที่ค่าเช่าแพงกว่าแต่คิดค่าน้ำค่าไฟตามจริง
ข้อสอง เช็คว่ามิเตอร์เป็นของการไฟฟ้าตรงหรือมิเตอร์ย่อยของนิติบุคคล ถ้าเป็นมิเตอร์ตรง คุณสามารถขอจ่ายค่าไฟตรงกับการไฟฟ้าเองได้ ซึ่งจะถูกที่สุด คอนโดหลายแห่งย่านสุขุมวิท เช่น The Lumpini 24 ใกล้สถานี BTS พร้อมพงษ์ หรือ Ideo Mobi Sukhumvit ใกล้สถานี BTS อ่อนนุช มีมิเตอร์ตรงของการไฟฟ้าให้ผู้เช่าจ่ายเองได้
ข้อสาม เจรจาให้ระบุเรตค่าน้ำค่าไฟในสัญญาอย่างชัดเจน ถ้าเจ้าของห้องคิดเรตสูง ลองต่อรองว่า "ขอเรตค่าไฟไม่เกิน 7 บาท ค่าน้ำไม่เกิน 18 บาท" หรือดีที่สุดคือ "ขอจ่ายตามบิลจริงของการไฟฟ้า" ข้อสี่ ขอดูบิลค่าน้ำค่าไฟย้อนหลัง 2-3 เดือนของห้องนั้น เพื่อประเมินว่าจะจ่ายเดือนละเท่าไหร่
ข้อห้า ถ้าอยู่แล้วรู้สึกว่าค่าน้ำค่าไฟสูงผิดปกติ ให้ถ่ายรูปมิเตอร์ทุกเดือนเพื่อตรวจสอบยูนิตที่ใช้จริง เทียบกับบิลที่เรียกเก็บ เคยมีกรณีที่ยูนิตในบิลไม่ตรงกับมิเตอร์จริง ซึ่งผู้เช่ามีสิทธิ์ทักท้วงได้
หลายคนสับสนระหว่างค่าส่วนกลางกับค่าน้ำค่าไฟ ค่าส่วนกลางคือค่าดูแลพื้นที่ส่วนรวมของคอนโด เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ล็อบบี้ ลิฟต์ รปภ. คิดตามขนาดห้อง ปกติเจ้าของห้องเป็นคนจ่าย ไม่ควรผลักภาระมาให้ผู้เช่า
แต่ในความเป็นจริง เจ้าของห้องบางคนแอบรวมค่าส่วนกลางเข้าไปในค่าเช่าหรือบวกเข้าไปในเรตค่าน้ำค่าไฟ เช่น คอนโดย่านพระราม 9 ใกล้สถานี MRT พระราม 9 ค่าส่วนกลางห้อง 30 ตารางเมตรประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อเดือน ถ้าเจ้าของห้องบวกเข้าไปในเรตค่าไฟ ก็จะทำให้ค่าไฟต่อยูนิตสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต
วิธีป้องกันคือ ถามตรงๆ ว่า "ค่าส่วนกลางใครจ่าย" ถ้าเจ้าของห้องบอกว่ารวมในค่าเช่าแล้วก็โอเค แต่ถ้าบอกว่าผู้เช่าต้องจ่ายเพิ่ม ให้คิดรวมเป็นต้นทุนต่อเดือนด้วย
ค่าน้ำค่าไฟในคอนโดเช่าอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ส่วนต่างที่สะสมตลอดทั้งสัญญา 1 ปีอาจสูงถึง 10,000-20,000 บาท สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถามเรตค่าน้ำค่าไฟก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง เปรียบเทียบกับเรตจริงของการไ
ฝากข้อมูลแล้วอ่านบทความต่อได้เลย ทีมงานจะติดต่อกลับ